survival-pulau-ubin

SPU: day 1 Survival of the Smelliest

posted on 09 Nov 2008 22:44 by moonatic in survival-pulau-ubin

ต่อจากตอนที่แล้ว

 

หลังจากประสาทรับประทานไปกับจินตนาการที่หนีห่างจากความเป็นจริงไปแล้ว MDก็หอบสังขารและกระเป๋าสัมภาระหนังอึ้งลงมาจากรถบัสด้วยสีหน้าราวกับว่าจะไปเข้าคุก

ระหว่างนักเรียนกว่า200ชีวิตกำลังเข้าแถวด้วยความเป็นระเบียบเท่ากับลิงแตกฝูง ฝนก็เริ่มเทลงมา ทะเลเริ่มมีคลื่นมากขึ้นเรื่อยๆจนบรรยากาศBattle Royaleเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว เพื่อปลอบขวันลิงแตกฝูงกลัวฝน ทางเจ้าหน้าที่ค่ายที่ฝั่งจึงเริ่มแจกเสื้อกันฝนพลาสติกแบบใช้แล้วทิ้งให้กับทุกคน แต่หลังจากคลุมตัวกับสัมภาระผมก็สังเกตเห็นปัญหาใหม่ครับ

"เรื่อที่จะมารับมันอยู่ไหนวะ  = =?"

หลังจากสอบภามกับเจ้าหน้าที่ เขาก็บอกว่าเรือจะมารับในอีก3นาที ก็เลยโล่งใจกันไปนึกว่าจะต้องตากฝนกันอีกนานซะแล้ว แต่ทว่าพอเรือมาความจริงก็ปรากฏครับ 

ไอ้เรือเหวมันจุคนได้แค่10คน = ="

มีเรือใหญ่ที่จุคนได้30กว่าคนอีกลำนึงก็จริง แต่รวมไอ้เรือนี่มันก็จุคนได้อีกประมาณ40คนเท่านั้นครับ นักเรียนตั้ง200กว่าคน แบบนี้ก็ต้องไปกลับอีกอย่างน้อย5เที่ยว แถมฝนก็ตกหนักขึ้นเรื่อยๆ เที่ยวเรือเที่ยวนึงใช้เวลาประมาณ5นาที สรุปจะไปขนนักเรียนไปให้หมดก็ต้องใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมงเชียวรึ แต่ก็นับว่าโชคดีที่กลุ่มผมกับเพื่อนได้ขึ้นเรือเล็กต่อเป็นกลุ่มแรกๆลยไม่ต้องทนเปียกฝนนาน

 

ภาพถ่ายภาพแรก(และภาพเดียว) ณ ค่ายOBSที่ถ่ายบนเรือครับ(ใครเคยบ่นเรื่องสาวสิงคโปร์ในตอนนั้น ตอนนี้ก็มาดูหน้าเพื่อนผมให้จุใจไปเลยละกัน) ใครเดาถูกว่าผมเป็นใครในภาพ(ขอแก้คำถามให้เคลียร์ขึ้นหน่อย)ให้สิทธิ์รีเควสเอนทรี่ได้เอนทรี่นึง ถ้าผมเขียนได้ล่ะก็นะ (ใครจะไปอยากรีเควสวะ)

อนึ่ง ผ้าคลุมสีเหลืองๆนั่นก็เสื้อกันฝนใช้แล้วทิ้งที่เขาแจกนั่นแหละครับ

 

หลังจากขึ้นเกาะมาอย่างทุลักทุเล พวกผมอีกกว่า10ชีวิต(ที่ขึ้นเรือเล็กมาด้วยกัน) ก็หอบสังขาร&ข้าวของชุ่มน้ำฝนมายังบริเวณค่าย แต่มันเป็นอะไรที่ผมแปลกใจพอสมควรเพราะมันก็ไม่ต่างจากค่ายลูกเสือที่ผมเคยไปมา

อาคารปูนชั้นเดียวเรียงรายอยู่ประมาณ4หลัง นอกจากนั้นก็มีห้องน้ำหลังคาสังกะสีขนาดใหญ่ ก๊อกน้ำรวม แล้วก็โถงประชาสัมพันธ์

หลังจากนั้นทุกคนก็ถูกเรียกไปยังส่วนโถงกันก่อน ที่นี่ทุกคนได้รับการแบ่งกลุ่มตามที่ได้สุ่มล่วงหน้าไว้เมื่อไม่กี่วันก่อนที่พวกผมจะมา โดยกลุ่มกลุ่มนึงจะมีคนประมาณ15คนครับ แล้วกลุ่มที่ผมโดนจับว่ามาไว้คือShackleton (แชคเคิลตั้น) ส่วนเพื่อนๆคนอื่นๆก็โดนจับไปไว้กลุ่มอื่น กลุ่มเทนซิงเอย กลุ่มอาร์มุดเซ็นเอย(ชื่อกลุ่มทั้งหมดเป็นชื่อของนักสำรวจครับ) รวมแล้วก็มีประมาณ10กว่ากลุ่ม

ผมขอตัดตอนต่อจากนี้ก็แล้วกัน เพราะก็เป็นแค่การรอเพื่อนๆให้มากันครบกับประกาศเรื่องข้อปฏิบัติพื้นฐานนิดหน่อย 

ต่อจากนั้นพวกเราก็ถูกปล่อยไปกับพี่คนดูแลครับ โดยเขาจะคอยเป็นคนแทคแคร์ นำทาง แนะนำ อาบน้ำให้(ไม่ใช่แล้วมั้ง) ฯลฯไปจนจบค่ายครับ

วันวันแรกก็หมดไปกับการทำความคุ้นเคยกัน ทำกิจกรรม เตรียมความพร้อม(เช่นฝึกการตั้งเตนท์)นั่นแหละครับแต่เซอร์ไพรส์จริงๆมันไปกองอยู่ที่ตอนค่ำนั่นเอง

ช่วงเย็นๆแต่ละกลุ่มก็เริ่มทำอาหารครับ ซึ่งก็คืออาหารกระป๋องแล้วก็ข้าวสารอาหารแห้งที่ทางค่ายเขามีไว้ให้นี่แหละ โดยมื้อแรกผมประเดิมด้วยโจ๊กกึ่งข้าวสวยผสมถั่วกระป๋อง ปลากระป๋อง ไส้กรอก เห็ดกระป๋องแล้วก็ขนมปัง รสชาติออกสับสนครับ นึกภาพความสับสนไม่ออกก็ให้นึกภาพทักกี้ใส่จีสตริงเต้นParty Boyครับ สับสนประมาณนั้นแหละ(จะมีใครนึกภาพออกไหมวะ)

พอตกดึกก็เข้านอนกันครับ เข้าเตนท์มานี่โคตรสดชื่นเลยจริงๆ เพราะมีปัจจัยครบคัน

-มีพื้นพลาสติกแข็งๆที่ข้างใต้มีดินแข็งๆปนกรวดไว้ให้เอนนอน

-มีกลิ่นอับ

-แล้วก็เซอร์ไพรส์เล็กๆน้อยๆจากอดีตเจ้าของเตนท์

อะไรน่ะหรอครับ?

ขนมปังบูด1ถุงครับ

แบบว่าเห็นแล้วซึ้งอะครับ คุณเจ้าของเก่าคงทิ้งไว้ให้เพราะว่ามีเทวดามาเข้าฝันบอกให้ทิ้งขนมปังไว้ ไอ้เจ้าของเตนท์คนใหม่มันจะได้ไม่หิวตายกลางดึก เสียอย่างเดียวตรงนึง เขาคนนั้นคงลืมไปว่้าขนมปังมันมีวันหมดอายุด้วย

อยากจะขอบคุณไอ้เจ้าของเก่าโดยลากหัวมันมาแล้วเอาถุงขนมปังสวนรูหัวนมมันจริงๆ 

 

ส่วนเพื่อนร่วมกลุ่มที่เบียดเข้ามาด้วยอีก2ชีวิตก็นะ กลิ่นเหงื่อแรงยังกะช้างแอฟริกาติดทะเลทรายซาฮาร่า (นี่เอ็ง2ตัวอาบน้ำมาป่าววะ) แล้วมาคิดดูดีๆเนี่ยผู้ชายตัวเท่าควาย กลิ่นเท่าช้างขี้แตก 3ชีวิตมาเบียดกันอยู่ในเตนท์แคบๆนี่มันน่าพิศมัยยังไงวะครับ สาวYฮาร์ดคอร์มาเห็นยังส่ายหน้าไม่เอาไปจิ้นเลย นับประสาอะไรกลับหนุ่มน้อยเดินดินกินของธรรมดาอย่างMDคนนี้

แล้วผมจะหลับลงม้ายยยยยยย (แต่จริงๆก็หลับลงนะ)

 

พอไปถามพี่เขาว่าเอางี้จริงเหรอ(คือแบบว่าที่จะกระดิกแขนยามเช้ามันก็ไม่มีแล้วอะตัวเอง) พี่คนดูแลเขาพยัดเพยิดให้ไปดูกลุ่มอื่น

 

มันยัดกันไป5คนต่อ1เตนท์ว่ะครับคุณผู้อ่าน (คาดว่าชาติที่แล้วกลุ่มนั้นมันคงทำบุญด้วยปลากระป๋องมันก็เลยได้นอนเป็นปลากระป๋องในชาตินี้) มันจะนอนกันไงวะนั่น

พี่ครับ พี่ใจโคตรประเสริฐเลยครับ(อย่างน้อยๆพวกผมก็มี่ที่ดิ้นหัวแม่เท้าละกัน)

 

 

สรุป วันที่1ของค่ายOBSของข้าพเจ้ามันก็จบไปอย่างแปลกๆเช่นนี้นี่แล

 

ปล อ่านแล้วงงๆไหมครับ? ไม่เป็นไรครับ ตอนเขียนผมงงพอกัน

Survival PulauUbin(SPU): Intro

posted on 15 Oct 2008 20:48 by moonatic in survival-pulau-ubin

ช่วงปลายเดือนมกราคม ปีพ.ศ.2551 ณ สิงคโปร์ บ้านโฮสของนักเรียนสัญชาิติไทยคนนึง...

 

"เอ่อ อ่า...." MDนั่งเอ๋อเหรอเป็นคนถูกผีเข้าอยู่บนเก้าอี้ตัวโปรด(และตัวเดียว)ในห้อง ชีทในมือถูกอ่านซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบ

 

เรียน นักเรียนชั้นม.3ของโรงเรียน----

เนื่องด้วยทางโรงเรียนเกิดพอใจไม่อยากเห็นหน้าเด็กม.3 240กว่าชีวิตเป็นเวลา1สัปดาห์เพื่อฟื้นฟูสุขภาพจิตของครูในโรงเรียน ทางโรงเรียนจึงขออัปเปหินักเรียนม.3ทั้งหมดไปค่ายOBS (Outwardbound Singpaore)ตั้งแต่ช่วงวันที่4 ก.พ. ถึง 8 ก.พ.ที่จะถึงนี้ แบบฟอร์มสำคัญกับลิสต์ของที่จะต้องเอาไปอยู่ข้างหลัง

 

รักนะเด็กโง่  XXX

ครูใหญ่เองจ๊ะ

 

 

แน่นอนว่าแบบฟอร์มจริงถูกเขียนเป็นภาษาอังกฤษ ยาวกว่านี้เยอะ ที่สำคัญไม่ได้กล่าวไล่นักเรียนแบบนี้ แต่ดูท่านิวรอนของMDจะเมาโค้กหนักไปหน่อยเมื่อคืนก่อน จึงพากันแปลงความหมายของจดหมายออกมาเป็นเช่นนี้

สำหรับMDแล้ว: ค่ายค้างคืนเกิน3วัน=> ค่ายลูกเสือ=> เหนื่อยกาย เหนื่อยใจ ขี้เกียจไป

สมการต้องห้ามเริ่มสมสร้างในหัว ภาพในอดีตฉายเป็นช็อตๆ

.....

สมัยป.6 วันแรกของค่ายลูกเสือ

ครู - ลูกเสือทุกคน แบกสัมภาระแล้วเดินตามทางข้ามเขาลูกนั้นไปนะ เดี๋ยวจะไปถึงที่พักจุดที่2 ระยะทางแค่8กม.เอง ไม่ต้องห่วงพวกครูตามไม่ทันหรอก เดี๋ยวพวกครูนั่งรถไปรอพวกเธอที่ค่าย

ลูกเสือทุกคน(คิดในใจ) - แล้วทำไมไม่ให้รถบัสขับไปส่งพวกตูที่นั่นแต่แรกวะ

 

สมัยป.6 ณ ค่ายลูกเสือ วันต่อมา..

ครูฝึก - กลัวเลอะมั้ยทุกคน!

ลูกเสือ10กว่าคน - ไม่กลัวครับ! (ในใจ - กลัวครับ!)

ครูฝึก - ดี งั้นหมู่สิงโต พวกเธอลุยโคลนข้ามแม่น้ำเลย MDเธอเป็นหัวหน้าหมู่ใช่มั้ย เพราะงั้นนำเพื่อนไปก่อน

MD - ผมเปลี่ยนคำตอบ2ประโยคก่อนหน้าเป็น'กลัวเลอะครับ'ได้มั้ยครับครู

ครูฝึก - ช้าไปแล้วต๋อย เสียงส่วนมากบอกไม่กลัว ประชาธิปไตยเป็นใหญ่ เพราะงั้นลุยโลด

MD - งั้นขอใช้สิทธิประชาธิปไตย โหวตเลือกครูฝึกคนใหม่ได้ไหมครับ

ครูฝึก - รีบไปได้แล้วแก! (ทำท่าจะถีบMDลงบ่อโคลน)

.....

เอ่อ.. สรุปว่าMDขี้เกียจไปละกัน(ความทรงจำสนุกสนานแบบนี้ใครอยากไป)

 

แบบฟอร์มสำคัญที่ครูใหญ่พูดถึงเป็นแบบฟอร์มอย่างเป็นทางการของค่าย ให้ความรู้สึกมันหรู้่หรู มีลิสต์ของที่จะต้องเอาไป ข้อแนะนำ ที่ตั้งจุดนัดพบ วันที่ บลา บลา บลา และสุดท้าย ใบรับรองแพทย์

ส่วนลิสต์ของที่ต้องการก็มีครีมกันแดด, รองเท้า2คู่ ,กางเกงขายาวกับเสื้อแขนยาว3ชุด(มิร้อนตาย ฤ?) แล้วก็ของจิปาถะอื่นๆ ทำให้นึกถึงค่ายลูกเสือเป็นบ้า(แต่จุกจิกกว่า)

เห็นจุกจิกแบบนี้ก็เหนื่อยใจด้วยหลายๆเหตุผล เพราะตอนนั้นกำลังเกิดอาการเฟลอยู่เล็กน้อย แต่ส่วนใหญ่เพราะขี้เกียจไปอย่างรุนแรง แถมเพราะใบรับรองแพทย์ คำแนะนำสารพัดตับไก่และอะไรต่อมิอะไร ผมสารภาพตามตรงว่า

ผมโคตรกลัวเลยครับ  = ="

ด้วยความที่เกิดมาเป็นคนลูกกรุงตัวเป็นๆ ไปไหนไปด้วยรถได้ก็ไปด้วยรถมันนี่แหละ อากาศร้อนๆหน่อยก็เรียกแท็กซี่ติดแอร์เย็นฉ่ำโดยไม่คิด และอีกสารพันอาการติดสบาย แค่การไปเข้าค่ายลูกเสื้อผมก็ไม่อยากไปเพราะกลัวลำบากแล้วครับ ตอนผมมาสิงคโปร์ก็หลงนึกว่าโชคดีไม่ต้องไปเข้าค่าย แต่ผมคิดผิดครับ แถมมันอัพเลเวลแบบก้าวกระโดดจากค่ายลูกเสือ3วัน2คืนที่ผมเคยไปกลายเป็นค่าย นอนกลางดินกินกลางทราย5วัน4คืนซะงั้น

ฟีลลิ่งตอนนั้นคงประมาณคุณกำลังเดินห้างธรรมดาๆในวันสบายๆอยู่ แต่จู่ๆพันทะมิดก็มาก่อม็อบต่อต้านรัฐบาลหน้าห้างนั่นแหละครับ (คนอ่านจะเข้าใจมั้ยเนี่ย)

ไอเดียอัปมงคลที่ใช้สมองซีกล่างคิดขึ้นมาก็กำลังกระโดดโลดเต้นอยู่ในหัว ผม มันมีตั้งแต่ผมท้องเสียกระทันหันที่ค่ายแต่ห้องน้ำที่มีเป็นแค่หลุมทรายริม หาดที่แบ่งใช้กับหมาแถวนั้นไปจนถึงภาพตัวเองตกเขาแขนหักโดยที่ไม่มีใครอยู่ ด้วย ยิ่งคิดก็ยิ่งกลัว

สมองคนเรามันเป็นสุดยอดอาวุธจริงๆด้วย เพราะแค่กระดาษไม่กี่แผ่นผสมผสานกับจินตนาการไม่เป็นเรื่องของผมมันก็ทำเอา ผมกินไม่ได้นอนไม่หลับถ่ายไม่คล่องซะหลายวันก่อนจะไปเข้าค่าย ไม่ต้องพึ่งยาสูตรไหนหน้าผมซูบไปอย่างเห็นได้ชัด ชะลอความหนุ่มของผมได้เจ๋งกว่าโกร๊กฮอร์โมนอีก แล้วตูจะรอดม้ายยยย

 

.......หลายวันต่อมา......

ผมกำลังนั่งหน้าเอ๋อเป็นคาปิบาร่าหลุดอเมซอนอยู่ในรถบัสของทางโรงเรียน มันกำลังหันหัวไปยังสถานที่ขึ้นเรือไปเข้าค่ายครับ มันช่างให้อารมณ์Battle Royaleดีแท้ แถมระหว่างทางมีทหารลาดตระเวณอยู่ด้วย(ลืมไปว่าแถวนั้นมันมีค่ายทหารอยู่) บ้านช่องก็น้อยลงเรื่อยๆ(ท่าเรือสุดขอบเกาะแกจะให้เอาห้างกับหมู่บ้านไปตั้ง ไว้เรอะ)แถมพระเจ้าช่วยกล้วยไม่สุก! ฟ้ามันกำลังครื้มเพราะฝนกำลังจะตกอีกตังหาก! บรรยากาศโคตรBattle Royaleเลยนี่หว่า =[]=" สิงคโปร์มันขาดแคลนประชากรวัยใสอย่างพวกตรูไม่ใช่เร้อออ จะเอาไปเล่นเกมฆ่ากันทำม้ายยยยย

คิดไปได้ไม่นานรถมันหยุดครับ โอ้ม่ายยย จะถึงแล้วสินะ สัมผัสแอร์บนรถบัสจะเป็นสัมผัสของความศิวิไลซ์ครั้งสุดท้ายของผมรึเปล่า!? ผมจะไปติดเกาะแล้วได้ซี้ใหม่เป็นลูกบอลชายหาดแบบCast Awayใหม!? หรือเรือมันจะล่มแล้วไปติดเกาะประหลาดๆแบบในเรื่องLOST

 

ติดตามความฟุ้งซ่านของนายMDต่อได้ใน ตอนต่อไป SPU: day 1 Survival of the Smelliest