singstit-at-Singapore

แสนซึ้งรสซวย

posted on 09 Mar 2010 21:07 by moonatic in singstit-at-Singapore

 Jinx หรือที่อ่านว่าจิงซ์ เป็นภาษาอังกฤษแปลว่า ‘ตัวซวย' ครับ

ด้วยสาเหตุบางประการที่วิทยาศาสตร์ไม่สามารถหาคำตอบให้ได้ ผมคิดว่าตัวเองได้แสดงความเป็นจิงซ์ไว้พอสมควรสมัยอยู่สิงคโปร์ ประหนึ่งกับว่ามีแมวดำหนึ่งกองพันคอยติดตามเป็นข้ารับใช้

อย่าพึ่งครับ อย่าพึ่งหาว่าผมโม้ ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ (เพราะผมคิดว่าตอนนี้ในมือคนอ่านคงไม่มียางลบหรือลิขวิดเปเปอร์มาลบคำว่า ‘หลู่' ได้) เรื่องมันมีอยู่ว่า....

(ย้อนอดีต ภาพบรรยากาศกลายเป็นภาพขาวดำ ตัวผมเมื่อหลายปีก่อนยืนหน้าหักพยายามทำตัวแอ้บแบ้ว)

ผมมีป้าคนนึ่งอยู่สิงคโปร์ครับ ไม่ใช้ป้าแท้ๆแต่เป็นญาติผู้พี่ของแม่ที่อยู่ด้วยกันสมัยแม่ผมมาเรียนสิงคโปร์ เป็นคนสิงคโปร์แท้ๆไม่มีเจือจาง เธอมีชื่อว่า ‘แอน' หรือที่ผมเรียกว่า ‘ป้าแอน' ครับ

ช่วงแรกๆที่ผมมาสิงคโปร์ ป้าแอนกับแฟนเลิฟตุนาหงันของแกที่ชื่อว่าสตีฟ หรือที่ผมเรียกว่า‘ลุงสตีฟ'จะชวนผมไปโน่นมานี่อยู่บ้างเป็นบางครั้ง แล้ววันนึงพวกเขาก็ชวนผมมาดูทีวีที่บ้านครับ

คือไม่รู้ว่ามีอารมณ์มึนอีท่าไหนเขาถึงชวนผมข้ามเกาะสิงไปเพื่อดูทีวีเท่านั้น (บ้านของป้าแอนกับบ้านของอังเคิ่ลอานตี้อยู่คนละฟากเกาะกันเลยครับ ) ส่วนผมก็ไม่รู้โดนเขาสะกดจิตอีท่าไหนถึงตามไปด้วย

เก้าอี้บ้านป้าแอนมีสารคอลลาเจนนั่งแล้วตูดนุ่มเหรอ?

ทีวีบ้านเขาปล่อยรังสีคลื่นความถี่ต่ำดูแล้วหน้าเด้งใช่ไหม?

หรือเขามีหน้าต่างพิเศษกรองแสงยูวีและเพิ่มแคลเซียมในกระดูกได้?

พอมาถึง ผมกับลุงสตีฟก็ทำตัวเป็นสุภาพบุรุษผู้มีการศึกษานั่งแหมะบนโซฟาหน้าทีวี เอาขาพาดโต๊ะ เอามือซ้ายแสครชบั้นท้ายทีนึง เอามือขวาเท้าคาง ระหว่างที่ป้าแอนไปลำบากลำบนยกกล่องดีวีดีขนาดเท่าลังส้มที่หน้าตาเหมือนจะอยู่มาตั้งแต่สมัยสงครามกลางเมืองอเมริกามาวางโครมหน้าผมแล้วให้เลือกว่าจะดูเรื่องไหน

ด้วยความที่ทั้งคู่ไม่มีลูกและอายุเลยคำว่าหนุ่มสาวไปหลายทศวรรษแล้ว ทั้งป้าแอนและลุงสตีฟก็เลยขาดแรงกระตุ้นให้ละทิ้งความรีโทรในจิตใจและยังคงเก็บมันไว้อย่างถนุถนอมราวไข่ในหิน สังเกตได้จากตัวดีวีดีและวีซีดีที่เหมือนจะเป็นหนังที่พ่อแม่ผมไปดูสมัยพึ่งคบกันยังไงยังงั้น

หลังจากคิดเส้นเลือดปูดอยู่พักนึง ผมก็เลยเลือกเรื่องที่ดูจะทันสมัยที่สุดอย่างสตาร์วอร์สครบทุกภาคมาดู จากนั้นก็เริ่มมหกรรมดูสตาร์วอร์สมาราธอนกับลุงสตีฟในขณะที่ป้าแอนไปนั่งคุยกับลูกบุญธรรมที่มาเยี่ยมประสาสาวสิงไอเลิฟทูเมาธ์

ระหว่างที่ดูดาร์ธเวเดอร์ปล่อยฟู่ไปได้สักพักใหญ่ๆ ป้าแอนก็มาขอเอาของในห้องทีวี พอลุงสตีฟแกกะจะยื่นให้ รัศมีตัวซวยของผมก็เริ่มเปล่งประกายครับ (แล้วที่เอ็งเกริ่นยาวเป็นหางว่าวนี่เพื่ออะไร?)

ด้วยความที่ผมกำลังพาดขาสบายน่องอยู่ ป้าแอนก็เลยต้องเดินอ้อมโต๊ะมาเพื่อเอาของกับลุงสตีฟเพราะจะให้ป้าแกเอาลังส้มใส่ดีวีดีทุ่มหัวผมให้หลีกทางให้แม่ผมคงไม่ค่อยจะสบายใจเท่าไหร่

ราวกับฉากไคลแมกซ์ในหนัง ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างช้าๆในสายตาคนดู

ป้าแอนเดินอ้อมโต๊ะ ฝีเท้าลากดังแท่ดแท่ด

ตัวโต๊ะตั้งตระหว่าน มีขาสองคู่ของหนึ่งหนุ่มมีอายุกับอีกหนึ่งเด็กมีกรรมวางประดับกลบบารมี

ดาร์ธเวเดอร์กำลังคุยกับลุคสกายวอล์คเกอร์อยู่ เสียงฟู่ๆจากเฮียดาร์ธดังเป็นจังหวะเรกเก้

 ป้าแอนก็เดินแท่ดแท่ดต่อไป

ลุคตะโกน "You kill my father!" (มึงฆ่าพ่อกูว์!!!)

ตัวโต๊ะก็ยังตั้งอยู่ที่เดิม

ป๋าดาร์ธดำลังจะกล่าวประโยคที่น้ำเน่าที่สุดในเจ็ดโลก

เท้าป้าแอนก็กำลังเข้ามุมโต๊ะด้วยความเร็วที่ไม่น่าจะเร็วที่สุดในสามโลก

ดาร์ธเวเดอร์กล่าว "I'm your father..." (กูแหละพ่อเมิง)

ในขณะเดียวกัน นิ้วเท้าป้าแอนก็ได้บรรจบกับขอบโต๊ะด้วยความเร็วสูง เสียงกร้อบดังสนั่นหวั่นไหว

ลุค/ผม/ลุงสตีฟ: NOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOO

(อี2คนหลังนี่คงจะอินมาก)

ป้าแอน: โอ๊ยยยยย

ผู้ชมและหน้าม้าเริ่มปล่อยอูอา เพลงเศร้าช้าๆดังขึ้นเหมือนนางเอกโดนยิง

สิ่งที่เกิดขึ้น: ป้าแอนเดินเลี่ยงผมเลยเท้าชนโต๊ะ

ผลลัพธ์ทางกายภาพ: ป้าแอนนิ้วก้อยของเท้าซ้ายแพลง ดูเหมือนกระจกกรองแสงยูวีที่เพิ่มแคลเซียมได้จะให้แคลเซียมน้อยไป

เสียงจากจิตใจด้านดี: อย่าทำให้ป้ากับลุงเอ็งดูเหมือนพวกโดนเซลส์ขายของหลอกเด็กต้มได้ไหม ไอ้ของวิเศษโดเรมอนพวกนั้นเอ็งโมเมมาเป็นรสชาติในการเขียนทั้งนั้น

เสียงจากจิตใจด้านชั่ว: ทำไมดาร์ธเวเดอร์กับลุคหน้าตาไม่เหมือนกันวะ (ยังอินไม่เลิก)

เสียงของอังเคื่ล (โฮสที่ไปอยู่ด้วย) หลังได้รู้เรื่องราว: Jinx leh you! (เธอนี่ตัวซวยจริงๆ) HAHAHA (แล้วอังเคิ่ลก็หัวเราะซิกแพคโผล่)

เสียงจากลุงสตีฟแอนด์ป้าแอนหลังคุยกับอังเคิ่ล: Yeah. (เออจริง) HAHAHAHA (คู่นี่ก็หัวเราะซิกแพคโผล่อีกคู่)

เสียงจากผม: NOOOOOOOOO (ม่ายยยยยยย)

 

 

หลังจากเหตุการณ์สดซึ้งรสมุมโต๊ะ ความซวยก็ดูเหมือนจะไม่เลิกเดินตามผมซักที ยังกับมีโปรโมชั่นแกรนด์เซลส์ตลอด4ปี เรื่องมันมีอยู่ว่า...

(ย้อนอดีตเป็นฉากสีซีเปียภาพพร่าๆ)

บ้านสิงคโปร์ที่ผมไปอยู่จะมีสวิทช์ไฟอยู่2ตัวหน้าห้องน้ำครับ ตัวนึงไว้เปิดไฟอีกตัวไว้เปิดเครื่องทำน้ำอุ่น

มีอยู่วันนึง ผมก็กำลังจะอาบน้ำตามปกติก็เลยไปเปิดสวิทช์ไฟไอ้2ตัวนี้ ไฟก็เปิดดีอยู่หรอก แต่ไอ้เครื่องทำน้ำอุ่นนี่สิ กดไปไฟก็ไม่ขึ้น (ถ้าเครื่องทำงานอยู่หลอดไฟสีแดงจะทำงานด้วยครับ ถ้าหลอดไฟดับแสดงว่าเครื่องกำลังพักอยู่)

ตอนแรกก็ลองกดปิดกดเปิดซักรอบสองรอบดู ผลก็คือไอ้เครื่องนี้ก็ยังงอแงซึนเดเระไม่ยอมทำงานอะไรซักกะที

เมื่ออะไรไม่ได้ดั่งใจต้องการผมก็เลยต้องเริ่มกระบวนการพึ่งพาตัวเอง หันหน้าเข้าเผชิญปัญหาด้วยพลังปอด

ผม: UNCLE!! What's wrong with the heater!? (อั่งเคิ่ล!!! เครื่องทำน้ำอุ่นเป็นอะไรครับเนี่ย?!)

อังเคิ่ล: I DON'T KNOW! (ลุงไม่รู้!) [ตะโกนมาจากชั้นสองของบ้าน]

อืม เหมือนเอาคนฮ่องกงสามสี่คนมาขังไว้ด้วยกันในห้องแคบๆ เสียงระเบิดระเบ้อซีนีม่าเซอราวนด์มาก

หลังจากคิดไม่ตกกับอุปสรรคตรงหน้า ผมก็เลยเริ่มกระบวนการประชดชาติที่คาดว่าเด็กหลายๆคนคงชอบท่านเช่นกัน คือเปิดปิดสวิทช์รัวๆเหมือนกับหวดแส้บนหลังม้า

‘ทำงานเลยนะเอ็งส์ ไม่งั้นกูจะเปิดปิดเปิดปิดเปิดปิดเปิดปิดไปเรื่อยๆให้มึงพังไปเลยตรงนี้แหละ' จะอธิบายความคิดผมว่าเป็นอะไรทำนองนั้นคงไม่ผิดมั้ง (แหม่ ก็คนมันยังเด็กอ้ะตอนนั้น)

หลังจากจัดทำนองเรกเก้เปิดปิดส่งเสียงดังแก้กๆๆๆๆไปได้ซักพักนึง อังเคิ่ลก็สลึมเสลือลงมา

อังเคิ่ล: (มองมาทางผม ส่งสายตาทำนองว่า ‘ไอ้กระเหรี่ยงเมาแว่นนี่ทำอะไรกับสวทิช์ไฟกูวะ')

ผม: (กดแก้กๆต่อไปด้วยตาขวางๆเหมือนกินยาบ้าไปสองกำมือหมีกลั้วด้วยกระทิงดองความเข้มข้นสูง)

ครับ ในที่สุดความพยายามก็ประสบผล ไฟเครื่องทำน้ำอุ่นขึ้นแล้ว

ชั่ววินาทีนั้นเหมือนกับฉากจบหนังแอคชั่นอะไรซักเรื่อง มีพระเอกเดินอย่างเท่กลับมาให้เพื่อนหรือพรรคพวกเห็น จากนั้นก็จะมีไอ้ดวกส์ซักคนงอกมาตะโกน ‘HE DID IT!! เขาทำได้โว้ย!!' ไอ้พวกที่เหลือก็สวมวิญญาณพรายประตูหลังไล่กอดกันยังกับจะเผด็จศึกสนามหลังบ้านกันเอาตอนนั้นให้ได้ ไม่ก็ต้องมีคนเฮเยอะๆ

 

เปรียะห์ๆ

อืม.....

เปรียะห์ๆๆๆ

เสียงประกายไฟจากไหนวะ?

หรือว่า...

ผมกับอังเคิ่ลหันไปดูที่ต้นเสียง

ผมกับอังเคิ่ล: โอ้โน้ว์!!!!!!!!!!!!!!!

ประกายไฟแม่งออกมาจากเครื่องทำน้ำอุ่น!!!! ผมกับอังเคิ่ลเหมือนจะโดนคำสาปให้ยืนเอ๋อเล็บขบติดเชื้ออยู่ตรงนั้น

ผมส่งสายตาเหมือนจะบอกว่า ‘ประกายไฟแปลลปลาบแบบนี้มันน่าจะ....'

บรึ้มมมมมมมมมม

อืม เล่นหวยทำไมตูไม่เดาเก่งแบบนี้ เมื่อเห็นความจริงแล้วเราก็ถึงเวลาพึ่งพลังปอดอีกรอบ

 ผมกับอังเคิ่ล: โอ้มายก้อดดดดด!!!!

อังเคิ่ล: What have you done!!!??? (เอ็งทำอาร้ายยยย)

ผม: I don't know!!!!!! (ผมม่ายรู้!!!!!)

อังเคิ่ล: You are jinx leh, I used this thing for so many years also no problem until you use. (เธอนี่ตัวซวยชัดๆเลย ลุงใช้ไอ้เครื่องนี่มาตั้งหลายปีมันไม่ยักพังเลย)

ผม: That's right, it's because you use it for so many years. It's not me, it's just the thing reached its time. (เห็นปะ ลุงใช้มาหลายปีแล้ว มันเพราะเวลานั่นแหละ ไม่ใช่โผ้มมมม)

ผมและอังเคิ่ล: #$$&&I!#

 

หลังจากนั้นก็เถียงแบบเอาสีข้างเขาถูกันไปทั้งผมทั้งอังเคิ่ล แต่ก็นะ ความซวยนี่มันเป็นอะไรที่ไม่เข้าใครออกใครก็จริง แต่ดูเหมือนจะชอบเข้าหาผมเป็นพิเศษนะ

 

แถมท้าย

ผม: โอ้โน!!!!

อังเคิ่ล: มีอะไร?

ผม: คือพอดีจะรีบออกไปข้างนอกอะ

อังเคิ่ล: แล้วไง

ผม: ก็เลยเสียบกุญแจเข้าประตูแล้วรีบบิดกุญแจเลย แต่บิดผิดทาง

อังเคิ่ล: อาฮะ... (สีหน้าเริ่มย่ำแย่)

ผม: กุญแจมันก็เลยหักเสียบคารูไปเลยอะ ออกไม่ได้

อังเคิ่ล: %$##@%&

 

อืม ความซวยชอบเข้าออกผมจริงๆ....