singstit-at-Singapore

วันหยุดกลางปี(ยาวเดือนนึง)ของMDน้อยๆตนนี้มันจบสิ้นไปแล้ว ถึงเวลาที่ผมจะได้บอกลาม็อบปิดถนนกับนายกที่คุณ-ก็-รู้-ว่า-ใครไปสิงสถิตที่ประเทศสิงคโปร์อีกครั้งในวันเสาร์ที่21 มิ.ย. 2551นี้ ซึ่งปีนี้ก็จะเป็นปีที่3แล้ว(ไม่รู้อย่าแปลกใจ เพราะผมไม่เคยพูดถึงในblogหรอก)

ใครอยากรู้ว่าประเทศขนาดเท่ารูเข็มบนแผนที่โลกมันมีดียังไงมารดาของกระผมถึงอัปเปหิลูกชายคนโตสุดLOVEไปที่นู่นก็ติดตามได้ในcategoryใหม่ของblog singstit(สิงสถิต)-at-Singaporeได้เลยคร้าบบบบบบ โฆษณาจบลงเท่านี้ แปะๆๆๆ(ปรบมือให้ตัวเอง) ว่าแล้วนายMDก็รอวันกลับต่อไป

 

--แต่ทว่าอะไรมันก็ไม่ง่ายแบบนั้น-- 

ผมคงเขียนแบบนี้ไปเมื่อ2วันก่อน จนกระทั่ง.... ผมอาหารเป็นพิษขั้นรุนแรงจนต้องไปนอนหยอดน้ำเกลือในโรงหมอเอาก่อนวันกลับ วันกลับมันก็เลยเลื่อนไปอีก3วัน ทำให้ผมขาดเรียนไป2วัน ไม่รู้นับว่ามันจัดเป็นโชคดีหรือโชคร้ายดีหนอ เพราะมันไม่ต่างกับการเปลี่ยนที่นอนจากบนโต๊ะที่โรงเรียนไปเป็นบนเตียงที่โรงพยาบาล 

เท่าที่พูดมามันคงฟังดูโอเคหรอกนะ เอาใบรับรองแพทย์ไปให้'จารย์ดูก็รอดแล้ว

 

--แต่ทว่าอะไรมันก็ไม่ง่ายแบบนั้น (2) --

ใบรับรองแพทย์มันอุตริเขียนชื่อผมเป็นภาษาไทย แล้วอาจารย์ตูจะอ่านรู้เรื่องม้ายยยยยยยยยย สรุปผมก็คงต้องหาคำอธิบายไปบอกกับอาจารย์เอา หรือถ้าเล่นง่ายหน่อยก็เขียนชื่อตัวเองเป็นภาษาอังกฤษไว้ข้างบนชื่อไทยแทน ถ้าไม่มีใครในห้องหาว่าผมมั่วนิ่มล่ะก็นะ

 

เอาเป็นว่าผมจะรอดหรือไม่ไปรอดูเอาละกัน  T-T

ดวงคนเรานั้นมันดีดดิ้นไปมาระหว่างดวงดีและดวงซวย กรณีที่ผมเคยเจอเป็นข้อพิสูจน์ที่ดีทีเดียวเชียว...

 

วันที่ 24 ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ประเทศไทย

"ที่นั่งชั้นeconomyที่จองไว้เต็มแล้ว ที่นั่งของน้องเค้าจะอัพเกรดเป็นbusinessเลยนะครับ" 

เสียงดังกล่าวเป็นของคุณพนักงานที่สนามบินวัย30กลางๆ เสียงของน้าเขาไม่ได้เพราะเลิศประเสริฐศรีอะไรนักหรอก แต่ผมชอบจริงๆเวลา้คำว่าupgradeมาพร้อมกับคำว่าbusiness เพราะเราไม่ต้องเสียตังค์เพิ่มเลย(ถ้าผมเข้าใจถูกต้อง) น่าเสียดายที่ใช้business loungeไม่ได้(แบบนี้เีรียกได้คืบจะเอาศอก) และถ้าเป็นไปได้เราเองก็อยากให้มันอัพจากeconomyเป็นfirstดู หึๆๆๆ(อันคนเรานั้นเมื่อได้กรัมจะเอากิโล...)

ด้วยดวง เจ้าMD ก็เลยได้ประทับฝ่าbackside(ก้นนั่นเอง)ลงบนที่นั่งของbusiness classสายการบินcathay pacific สุขขีจริงหนอ~~ อาจจะเป็นเพราะความสบายและทีวีของที่นั่ง การบ้านที่อุตสาห์หอบไปเตรียมเผาบนเครื่องบินจึงถูกลืมไปโดยปริยาย

 

3 ชม.ให้หลัง สนามบินชางอี ประเทศสิงคโปร์

ผมกำลังรอกระเป๋าอยู่ที่สายเลื่อนเหมือนที่เคยทำทุกครั้งที่มาสิงคโปร์ ไม่รู้ทำไมหูขวาผมฟังอะไรได้ไม่ค่อยถนัดหลังลงเครื่อง เราก็คิดว่าอาจจะเป็นเพราะใช้หูฟังนานเกินไปก็ได้ งั้นทำไมเป็นแค่หูเดียวหว่า? คำตอบมาชัดแจ้งก็เพราะลุงคนจีนคนนึงที่ยืนรอกระเป๋าอยู่ข้างๆผมครับ

ลุงเขาเป็นชายจีนวัยกลางคนหุ่นโหลหน้าโหลที่เจอได้ทั่วเกาะสิงคโปร์ครับ แต่ประเด็นไม่ใช่ตรงนั้น ลุงเขากำลังคุยโทรศัพท์อยู่(คาดว่ากับภรรยา) พอหันมาทางผม เขาก็ชี้โบ๊ชี้เบ๊ไปที่หูขวาของเขา แน่นอนเขาไม่ได้ต้องการจะสื่อว่า'ลุงคุยกับแฟนอยู่นะเฟร้ย อย่างเธอมีปัญหาหาได้รึเปล่าเอ่ย' 2-3วินาทีให้หลัง ลุงเขาคงกำลังเซ็งได้ที่กับความหนาแน่นของกะโหลกศรีษะนายMD เขาเลยพูดออกมาว่า"Your ear (หูของเธอ)"ครับ ทีนี้ผมเข้าใจแจ่มแจ้งเลยว่าทำไมหูขวาผมได้ยินไม่ถนัด

มีสติกเกอร์เขียนคำว่า'sterilised(ฆ่าเชื้อแล้ว)'แปะบริเวณรูหูผมครับ คาดว่าติดมาจากheadphoneที่สวม มีแค่นั้นยังไม่น่าอายพอ คำที่แปะอยู่ก็ดีเหลือเกิน ใครเดินผ่านคงคิดว่าหูไอ้หมอนี่คงโสฯจนต้องติดป้ายบอกไว้หลังทำความสะอาด (ใครคิดแบบนั้นจริงๆขอให้กินปูพัดพริกแล้วท้องเสียโลด!)

นอกเรื่องเอนทรี่ละนิดจิตแจ่มใส sterilized แปลได้อีกอย่างว่า 'ทำหมันแล้ว'ครับ โฮๆๆๆ

ความสนุกคงไม่หมดเท่านั้น เพราะท่าทางแฟนลุงเขาบนโทรศัพท์จะงงเรื่องคำว่า"your ear"เมื่อตะกี้ ลุงแกเลยสาธยายเป็นภาษาจีนให้ฟังเลยครับ ไม่ต้องบอกก็รู้ครับ องค์ประกอบครบครัน มีทั้งคำว่าหูและเอียร์โฟน ลุงครับขอบคุณที่ช่วยเตือน แต่ไม่ต้องบรรยายนาทีระทึกนั้นให้พ่อแม่พี่น้องลูกเมียลุงป้าน้าอาฟังหรอกครับ ผมอายง่า

 

 

ดวงคนเรามันคงขึ้นๆลงๆแบบนี้ไปเรื่อยๆนะแหละ บ่อยครั้งมันจะเกี่ยวโยงกันด้วย การที่ผมได้upgradeที่นั่งเป็นbusiness class เพราะที่นั่งเต็มในวันนั้น ถ้าผมไม่ป่วยนอนโรงพยาบาล ทำให้ต้องเลื่อนเที่ยวบินกลับออกไป ผมอาจจะไม่ได้รับโชคแบบนี้ แบบนี้ก็จัดเป็นกรณีนึงที่ 'ดวงซวย'[นอนรพ.]-->'ดวงดี'[เปลี่ยนวันเลยได้อัพเกรดที่นั่ง เพราะวันนั้นคนเต็ม] แม้มันจะไม่คุ้มก็เถอะ เพราะค่าห้องรพ.คืนเดียวก็พอจ่ายอัพเกรดจากeconomyเป็นbusinessแล้ว T-T และ้ถ้าเติมเรื่องหน้าแตกเข้าไปอีกก็จะเป็น

'ดวงซวย'[นอนรพ.]-->'ดวงดี'[เปลี่ยนวันเลยได้อัพเกรดที่นั่ง เพราะวันนั้นคนเต็ม]-->'ดวงซวย'[สติกเกอร์เฮดโฟนจากที่นั่งติดหู เลยหน้าแตก]

ในเคสนี้มันก็สื่อได้ต่อเลยว่า ดวงดีที่ได้มาอาจจะส่งผลให้เกิดทอด'ดวงดี/ซวย'แบบนี้ออกไปอีกไม่รู้เท่าไหร่ สิ่งต่างๆแม้จะเล็กน้อย แต่ก็อาจจะมีผลอย่างมหาศาลต่ออนาคตทั้งใกล้และไกลของตัวเราได้แน่นอน หากคุณมองดีๆ เหตุการณ์ใหญ่ๆที่เคยเกิดขึ้นนั้นอาจจะมีสาเหตุสืบสายมาจากเรื่องเล็กๆน้อยๆอย่างแค่'สะดุดเท้าตัวเอง'หรือ'ปวดเอว'ก็ได้ ใครจะไปรู้ ลองคิดดูเล่นๆไปละกันครับ สุดท้ายนี้จะโชคดี โชคร้าย โชกเลือด(!?)อะไรยังไงก็อย่าเอาแต่โทษดวงนะครับ เพราะ

'คนที่สำเร็จไม่ใช่เพราะเฮง แต่เพราะซวยแล้วสามารถลุกขึ้นมาได้เร็วกว่าคนอื่นต่างหาก' 

เอนทรี่นี้ก็หมดแค่นี้ล่ะครับ สวีดัด สวัสดี~~~

 

 

นอกเรื่องเอนทรี่ละนิดจิตแจ่มใส(2) ในสิงคโปร์มีคำว่า'ซวย'และ'เฮง'ใช้เช่นกันครับ โดยเป็นภาษาจีนฮกเกี้ยนถ้าผมจำถูก แม้่คำว่าซวยจะออกเสียงคล้าย'เซวย์'ซะมากกว่า ในขณะที่เฮงออกเสียงแบบเดียวกับในไทย แต่ความหมายและวิธีใช้ของทั้ง2คำคล้ายกับในประเทศไทยครับ

 

ปล ผมรอดครับ อาจารย์ไม่ได้ขอใบรับรองแพทย์ผมเลย โชคดีที่คนดูแลผมที่สิงคโปร์เขาบอก'จารย์ให้แล้วว่าผมป่วยเป็นอาหารเป็นพิษ

edit @ 25 Jun 2008 20:16:35 by MD (ผู้ปกครองของธี)



MD -Moonatic D.-
View full profile