my-view

สรุปJune Write & June Life

posted on 30 Jun 2009 16:01 by moonatic  in my-view

ในที่สุดกิจกรรมอภิมหาโอเวอร์โหลดJune Writeก็จบลงซักที ไอ้กระผมก็อยากได้ดอกทานตะวันปิดท้ายกับเขาบ้างก็เลยลากสังขารมาเขียนเอนทรี่นี้ปิดเดือนอหังการอ่านไม่เลิกเดือนนี้

ตอนแรกก็ตันๆว่าจะเขียนเอนทรี่ปิดเดือนยังไงดี แต่คิดไปคิดมา ไหนๆเดือนนี้มันก็มีอะไรให้พูดถึงเยอะแยะทั้งการจากไปของMJกับการเกิดของเจ้าลูกแพนด้านรกแตก ไหนจะมีงานJune Writeเข้ามาอีก ผมก็เลยมาสรุปเรื่องราวต่างๆในเดือนนี้ดีกว่า โดยแบ่งเอนทรี่นี้เป็น2ส่วน ส่วนJune WriteและJune Life

 

June Write

เอนทรี่ที่เขียนไป(ไม่รวมเอนทรี่นี้)

มีทั้งหมด 8 เอนทรี่ อันได้แก่

(เรียงลำดับจากเอนทรี่แรกลงไปถึงเอนทรี่ล่าสุด)

- เอนทรี่ตอบFAQ 1 & เปิดเผยภาพตัวจริงMD

- เอนทรี่ตอบFAQ 2

- เอนทรี่เรื่องเล่าของเหรียญมูลค่า23.82บาท

- เอนทรี่ตอบFAQ 3

- เอนทรี่ตอบFAQ 4

- เอนทรี่46ข้อขอบอก

- [TAG] ความเสื่อม

- [TAG] SelfPortrait

สังเกตว่าแทบไม่ได้อัพอะไรเป็นตัวเป็นตนเลยในช่วง1เดือนที่ผ่านมา มีเรื่องสิงๆแค่เรื่องเดียวเอง

 

เอนทรี่ที่Draftไว้ในเดือนนี้

มีทั้งหมด 3 เอนทรี่ ได้แก่

- ประสบการณ์เข้ายิมส์สิงคโปร์

- ประสบการณ์ทริปไร้กล้องที่อินโดนีเซีย

- [TAG] ม่อๆเรนเจอร์

 

จำนวนครั้งที่ได้ขึ้น Hot Post 

1ครั้ง จากเอนทรี่ เรื่องเล่าของเหรียญมูลค่า23.82บาท

 

คอมเมนท์ของเดือนนี้ (ไม่นับคอมเมนท์ของเอนทรี่นี้)

-เฉลี่ย 18.25 คอมเมนท์

-มากที่สุด 33 คอมเมนท์ จากเอนทรี่ เรื่องเล่าของเหรียญมูลค่า23.82บาท

-น้อยที่สุด 12 คอมเมนท์ จากเอนทรี่ วิสัชนา(หล่า)กับMDอินโสกะปิง (2)

 

ทิ้งท้าย 

เดือนนี้เป็นเดือนที่ผมรู้สึกว่าเขียนเอนทรี่น้อยมากแท้ๆ แต่พอมาเทียบกับเดือนก่อนๆ เดือนนี้เป็นเดือนที่ผมเขียนเอนทรี่ไปมากที่สุดซะงั้น (นี่แสดงว่าตูอู้มาตลอดปีเลยเรอะ)

 

 

June Life

สรุปเหตุการณ์ต่างๆในชีวิตช่วงเดือนนี้

-วันที่1 เริ่มปิดเทอมกลางปียาว1เดือนของโรงเรียนสิงคโปร์ ไชโยเว้ยเฮ้ยยยย

-แต่ทว่าต้องกลับมาเรียนเสริม1อาทิตย์แรกซะงั้น (เสียงไชโยตอนแรกจากหายไปกับลมตดเมอร์ไลอ้อน...)

-วันที่6 ได้ทำSATครั้งแรกในชีวิตที่Anderson Junior College คนจีน(แผ่นดินใหญ่)ไปทำเยอะมากส์ รู้สึกเหมือนหลุดไปChinatownย่อมๆ นี่ตอนทำตูอยู่ประเทศอะไรอยู่วะเนี่ย

-วันที่7 ได้ทำTOEFLครั้งแรกในชีวิตที่ศูนย์สอนภาษาในห้างแห่งนึง รู้สึกเหมือนว่าตัวผมเองจะเป็นคนที่เด็กที่สุดในห้องสอบแล้วมั้ง

รู้สึกเอ๊าะๆอย่างบอกไม่ถูก

-วันที่8 กลับไทยจากสิงคโปร์ พึ่งได้รับรู้กระแสเรื่องลูกแพนด้าในช่วงนั้น

ตอนนั้นแอบคิดว่า มันสำคัญตรงไหนวะ

-วันที่9 ออกเดินทางไปมาอินโดนีเซีย ต้องออกจากบ้านตอนตี5เพราะไฟลท์ออกราวๆ7โมง รู้สึกเหนื่อยไม่น้อย แบบนี้เขาเรียกชีพจรลงพาสปอร์ตสินะ

-วันที่9-11 แอ่วอยู่ในอินโดนีเซีย แต่เพราะมีธุระต้องทำจึงไม่ได้เที่ยวที่ไหนเลย ได้แค่นั่งรถชมเมืองกับช็อปปิ้งเล็กน้อยในวันแรกเท่านั้น

นอกจากนี้ยังได้ค้นพบด้วยว่าอินโดฯมีเร่ขายนสป.กลางถนนด้วย มันจอร์จมาก ว่าแต่ทำไมมันเป็นนางแบบนุ่งลมสัญชาติอินโดวะ หนูจะเอาสาวยุ่นนนนน /ผิดประเด็นแล้วเอ็ง

-ราวๆวันที่13-14 ได้ไปเปลี่ยนแว่น ตอนหลังมาดูดีๆมันก็ต่างจากอันเดิมแค่สีไม่เหมือนกันนี่หว่า

-ในช่วงเวลาเดียวกันก็ได้ไปทำPassportใหม่ด้วย เนื่องจากหน้าเดิมในpassportของ4ปีก่อนมันต่างกับปัจจุบันมากเกินไป ทรงผมเปลี่ยน สูงขึ้น ผอมลง โครงหน้าเปลี่ยน ฯลฯ

ล่าสุดที่สนามบินอินโดฯเขายังขอให้ผมถอดแว่นออกแล้วเอาบัตรนักเรียนมาเทียบให้ดูเลย นี่ผมเปลี่ยนไปเยอะเงี้ยเลยเร้อออ

อนึ่ง ภาพถ่ายใหม่เมื่อเอามาเทียบกับอันเก่าแล้ว น้องชายบอกว่าเหมือนหลวงจีนไปทำศัลยกรรมเปลี่ยนเป็นผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ฮ่วย! ไม่ต้องย้ำก็ได้!

-วันที่19 ไปถอนฟัน2ซี่ข้างขวาเพื่อเตรียมตัวดัดฟันต่ออีก2ปี 2จิต2ใจมากว่าจะถอนดีไม่ถอนดี

และสิ่งแรกที่หมอบอกตอนเข้าห้องถอนก็คือ

"รากฟันยาวดีนะเรา"

"รากฟันยาวดีนะเรา" 

"รากฟันยาวดีนะเรา" 

(เอคโค่...)

สรุปว่าหมอต้องออกแรงถอนเยอะๆแล้วผมก็จะเจ็บชัวร์ๆใช่ไหมครับ

-วันที่20 ตื่นขึ้นมาได้ไม่แช่มชื่นอย่างแรง เพราะเลือดจากฟันที่ถอนเกรอะปาก รู้สึกเหมือนเป็นแวมไพร์กึ่งๆอิสตรีมีปจด.ครั้งแรก /โดนเตะ

-วันที่21 ไปถอนฟันอีก2ซี่ข้างซ้าย รอบนี้หมอไม่ได้ทายาชาที่เหงือกก่อนฉีดเลยเจ็บกว่ารอบก่อนหน่อย แต่ฟันที่ถอนไม่ได้เกือบหลุดลงคอเหมือนคราวที่ไปถอนรอบแรก เลือดก็ไม่ไหลมากเท่าด้วย

-วันที่25 คะแนนSATและTOEFLออก ผ่านเว้ยเฮ้ยยยยย ท่านแม่เลยตกลงจะถอยมือถือใหม่ให้

-วันที่26 ได้รู้ข่าวการเสียชีวิตของMichael Jacksonและไปติดเครื่องมือดัดฟันเพิ่มเติม แล้วก็ยังปวดฟันเหมือนตอนดัดใหม่ๆอยู่จนถึงทุกวันนี้(วันที่30 มิ.ย.)

-วันที่27 ไปมีทย่อมๆของรรลบ.ที่งานซ้อมรับปริญญาพี่ค่อน ร้อนโฮกแต่ก็ยังเก๊กท่าถ่ายรูปไป(แม้จะถ่ายแล้วออกมาหน้าตาเหมือนโนบิตะผสมลิงก็ตาม)

-วันที่28 กลับสิงคโปร์ โดนเด็กที่สนามบินเตะเท้าตั้งหลายรอบจนหัวรองเท้าคอนเวิร์สมีสีดำเป็นหย่อมเล็กๆเหมือนดัลเมเชี่ยนขี้เรื้อน

ถึงเด็กผีตนนั้น: Gateขึ้นเครื่องหน้าตาเหมือนสนามเด็กเล่นบ้างเอ็งมากใช่มั้ยยย 

ในวันเดียวกันก็ได้ค้นพบว่ารัฐบาลสิงประกาศกักบริเวณบุคคลที่กลับมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยงหวัดหมู(ซึ่งมีประเทศไทยและอินโดนีเซียอยู่ในลิสต์ด้วย)

ด้วยเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงได้โดดเรียนไป1อาทิตย์เต็มๆ แต่ครูก็ยังส่งงานมาให้เผาอยู่ดี แถมไปเที่ยวไม่ได้ด้วย ต้องอยู่บ้านเผางานเป็นทาสในเรือนเบี้ยเขาไป

-วันที่30 ได้รับโปสการ์ดขอแต่งงานทำเองจากคุณตาวด้วย ขอบคุณมากครับที่อุตสาห์ส่งมาให้ถึงเกาะสิง

 

 

แผนการคร่าวๆในเดือนหน้า

-ไล่เรียนวิชาที่ขาดเรียนไปในช่วง1อาทิตย์

-หวังว่าจะได้ทยอยอัพเอนทรี่Draftที่หมักหมมไว้ซักที 

-ซื้อมือถือใหม่ ไฟเขียวจากท่านมารดาก็ได้แล้ว เลือกรุ่นก็เลือกแล้ว แต่ยังไม่มีโอกาสไปซื้อซักที

-ดูเรื่องUPกับTransformer2 (ถ้ามันยังอยู่ในโรงล่ะก็นะ) กลับไทยไม่ได้ไปดูซักกะที

-หวังว่าคงไม่มีJuly Writeมานะ

 

 

ส่งท้าย เดือนนี้เป็นเดือนที่เรียกได้ว่าเดือนแห่งการเปลี่ยนแปลงสำหรับผมจริงๆ ทั้งเปลี่ยนpassport มือถือ แว่น ฯลฯ แต่ก็ยังดีล่ะนะที่มันเป็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี สำหรับเอนทรี่นี้ก็ขอลาไปก่อนนะครับ

 

 

 

เครดิตemoticon คุณberserk rabbit

 

ปล ไม่ต้องขอภาพพาสปอร์ตเก่า-ใหม่ผมเลยครับ อันนี้คงให้มาเทียบไม่ได้

ปล2 ใครที่ใช้(หรือมีคนรู้จักใช้) Nokia 5800 Xpressmusic อยากทราบว่าใช้สะดวกไหมครับ

Drama Under the Rain

posted on 25 Jul 2008 21:09 by moonatic  in Cubic-School-side-story, my-view

เรื่องราวต่อไปนี้เป็นโครงการส่งเสริมความเป็นไทยจากโครงการโรงเรียนลูกบาศ์กนะครับ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับจขบ.หรือใครต่อใครในสิงคโปร์แต่อย่างใด

ความคิดเห็นที่ท่านจะได้อ่านต่อไปนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการรับชม(เวอร์ไปไหมหว่า)

------------------------

somewhere ณ กรุงเทพฯ

วัยรุ่นผิวออกคล้ำคนนึงเดินตามทางเท้ามาด้วยความเร็วพอสมควร ร่างสูงสมส่วนนั้นมาหยุดอยู่ที่หน้าร้านเช่าDVDที่แสนจะธรรมดาร้านนึง ผมดำอมน้ำตาลยาวเกือบแตะจมูกปลิวไหวไปกับลมแรงที่สื่อถึงการมาของพายุฝน สีหน้าออกเฉยเมยภายใต้แว่นสีดำสนิทนั้นดูมีเค้าของชาวยุโรปกับจีนปนอยู่ หากดูไปดูมาก็อาจจะออกเท่อยู่ไม่น้อยในสายตาบางคนหากนายคนนี้ไม่จามออกมา ปล่อยน้ำมูกยืดหนืดไหลไปตามแรงลม เรียกสีหน้าแสดงเจตจำนงค์จะขย้อนของเก่าจากใครต่อใครที่โชคร้ายไปเห็นฉากไม่น่าพิศมัยนี้เข้า 

เมื่อเห็นท่าว่าอยู่ต่อไปคงเสียเวลาเก๊กไปเปล่าๆ ชายหนุ่มจึงตัดสินใจเดินเข้าร้านเช่าDVDไป หน้าแดงร้อนผ่าวขณะที่ใช้กระดาษทิชชู่ซับน้ำมูก

ร้านเช่าDVDดังกล่าวมีขนาดปานกลางง่ายต่อการเฝ้าดูสำหรับเจ้าของร้าน ชั้นวางของตรงข้ามเคาน์เตอร์เต็มไปด้วยภาพปกหนังต่างๆที่ทางร้านมีให้เลือกสรร มีทีวีเครื่องนึงตั้งอยู่บนเคาน์เตอร์ พนักงานเคาน์เตอร์สาวมีรอยยิ้มอบอุ่นรับลูกค้าและดูท่าจะจำผู้มาเยือนได้เสียด้วย

"สวัสดีจ๊ะ มายืมเรื่องอะไรเหรอธี" พนักงานสาวเอ่ยทักลูกค้าขาประจำอย่างเป็นกันเอง

"สวัสดีครับ พี่บี ผมขอDVDเรื่องBatman Beginsนะครับ" ธีตอบกลับมา

"จะไปดูภาคDark Knightเร็วๆนี้ล่ะสิ ไปกับแฟนเหรอ" บีพูดต่ออย่างรู้ทัขณะกำลังหาDVDดังกล่าวจากชั้นDVDหลังเคาน์เตอร์

"แฟนเฟินอะไรกันล่ะครับ แค่ไปกับเพื่อน6-7คนเอง" ธีหัวเราะเบาๆขณะตอบ ในมือล้วงกระเป๋าตังค์กับบัตรสมาชิกออกมา

"อ่ะ นี่จ๊ะ ค่าเช่าพี่หักจากเงินในบัตรสมาชิกนะ" 

ธีรับDVDมา พร้อมทั้งกล่าวลาบี แต่แทบจะทันทีที่ธีก้าวออกมาจากร้าน ร่มของคนโชคร้ายแถวๆนั้นก็โดนลมหอบใหญ่พัดตัดหน้าธีไปไม่กี่ซม. ตามด้วยฝนห่าใหญ่ที่ตามมาติดๆ ธีตีหน้านิ่ว ดูท่าเขาคงจะต้องรอที่ร้านเสียแล้ว แต่มานั่งรากงอกอยู่ในร้านเช่าDVDแบบนี้ไม่รู้จะดีรึเปล่า

"ธีนั่งรอในร้านไปเถอะพี่ไม่ว่าหรอก" บีตอบมาราวกับรู้ว่าธีคิดอะไรอยู่ ธีจึงเดินมานั่งที่เก้าอี้พลาสติกตัวสีส้มข้างๆเคาน์เตอร์ มือถือของชายหนุ่มโทรไปหาที่บ้าน

"ฮัลโหล พ่อเหรอ ผมติดฝนอ่ะเลยรออยู่ที่ร้านพี่บีอ่ะ เดี๋ยวฝนหยุดผมกลับบ้านนะ แค่นี้ บ้ายบาย เปล่าพ่อ ผมไม่ได้คิดจะฉวยโอกาสจีบพี่เขา" คำสนทนาประโยคท้ายเล่นเอาพนักงานสาวหัวเราะออกมาเบาๆ พ่อลูกคู่นี้ดูจะสนิทกันเหมือนเดิมในสายตาของเธอ

บีเปิดทีวีเพราะคาดว่าคงจะไม่มีใครมาเช่าDVD/VCDเอาตอนนี้ เป็นจังหวะเดียวกับที่เพลงอินโทรละครหลังข่าวเรื่องดังเริ่มขึ้นมาพอดี

ละครดังกล่าวเป็นละครหลังข่าวที่แสนจะธรรมดาในสายตาธีชื่อ'อเวจีสีม่วง' เนื้อเรื่องก็เป็นไปตามคาด ตัวเอกกับตัวร้ายตีกันแย่งนางเอก/พระเอก ตัวละครบางตัวชั่วยังกับซาตานมาเกิด บางตัวก็ดีจนน่าหมั่นใส้ ตอนจบไม่ตัวร้ายกลายเป็นตัวดีก็ต้องแพ้หมดรูป

ไม่สิเรื่องนี้ออกจะต่างจากกระแสสักนิด เพราะในเรื่องนี้พระเอกหน้าเข้มตีกับตัวร้ายกายล่ำเพื่อแย่งพระรองหน้าหวานปานสตรี แต่ก็นั่นแหละ ความแตกต่างจากละครแนวเดียวกันเรื่องอื่นๆมันมีแค่นั้นจริงๆ น่าแปลกใจที่ว่าความแปลกแหวกแนวเล็กน้อยนั้น ทำให้ละครเรื่องนี้กลับเป็นที่นิยมอย่างล้นหลาม โดยเฉพาะในบรรดาสาวกวาย ว้าย วายทั้งหลาย แน่นอน เทียนเพื่อนรวมชั้นหัว3กอของเขาก็เป็นหนึ่งในนั้น

"น่าเบื่อ..." ธีพึมพำออกมา

"ทำไมล่ะ" บีถามออกมาแต่ก็พอเดาคำตอบของธีได้

"ละครหลังข่าวตามกระแสตลาดแบบนี้มันธรรมดาจะตายในสายตาผม พลอตเรื่องก็เดาได้ค่อนข้างง่าย ตอนจบก็ไม่หักมุม หลายๆส่วนก็ไม่สมจริงถ้าเอามาคิดดูดีๆ ผมล่ะไม่เข้าใจจริงๆว่าทำไมคนถึงชอบดูมันกันนักกันหนา" ธีบ่นออกมาอย่างไม่เกรงใจขาละครทั้งหลายทั่วประเทศ

"นั่นสินะ ธีอาจจะไม่ชอบละครแนวนี้ แต่รู้ไหมทำไมมันถึงประสบความสำเร็จ?" บีตอบกลับมาโดยการยิงคำถามอีกคำถามนึงมาแทน

"ไม่รู้สิครับ บ้านผมไม่มีใครดูละครหลังข่าว"

"ก็เพราะมันไม่สมจริงในขณะที่อยู่ในขอบเขตความเป็นจริงไงล่ะธี ในบทธรรมดาที่ดำเนินเรื่องในสังคมสมัยนี้มีเนื้อเรื่องที่ยากจะเป็นจริงอยู่ ซึ่งก็เป็นเสน่ห์ของละครหลังข่าวหลายๆเรื่อง คนดูได้เห็นสิ่งที่พวกเขาคิดว่าจะไม่ได้เห็นได้ง่ายๆผ่านทางจอทีวีได้หลังจากกลับมาเหนื่อยๆจากที่ทำงาน พวกเขาดีใจที่ได้เห็นตัวเอกทั้ง2ดีกันมากขึ้น ร่วมเสียใจไปกับตัวละครเมื่อมีอะไรเกิดขึ้น และรู้สึกอิ่มเอิบอย่างบอกไม่ถูกร่วมไปกับตัวละครเมื่อเนื้อเรื่องจบลงด้วยดีโดยที่คลี่คลายทุกอย่างได้

พลอตเรื่องราวที่ดำเนินไปอย่างเรียบง่ายธรรมดาอาจจะไม่น่าสนใจมากนัก แต่เพราะความเรียบง่ายธรรมดานั่นแหละมันถึงได้มีเสน่ห์ เพราะคนดูที่เหน็ดเหนื่อยมากับชีวิตประจำวันสามารถดูดซึมเรื่องราวได้โดยง่าย ไม่ต้องมาคิดมากต่ออีก เหมือนกับข้าวต้มที่ย่อยได้ง่ายสำหรับคนป่วยนั่นแหละ" 

ธีอึ้งไปพักนึง เบื้องหลังละครหลังข่าวแสนธรรมดาก็มีแนวคิดที่น่าสนใจอยู่ด้วย

"แต่นี่เป็นความคิดส่วนตัวของพี่นะ ไม่รู้ธีจะเห็นด้วยรึเปล่า เพราะพี่ก็ไม่ได้เป็นแฟนละครหลังข่าวหรอก" 

"แนวคิดพี่ก็ดีออกนี่ครับ แต่ถ้าพี่ก็ไม่ได้ชอบดูละครหลังข่าวมากนักเหมือนผม แล้วทำไมมาเสียเวลาแจงให้ผมฟังล่ะครับ" ธีถามด้วยสายตาสงสัย เพราะความจริงแค่พี่บีตอบเออออตามธีไปก็ไม่ต้องมาเสียเวลาอธิบายอะไรยืดยาวให้เขาฟัง

"เพราะพี่ไม่อยากใ้ห้ธีเป็นคนมองอะไรด้านเดียวยังไงล่ะ หัดมองอะไรในอีกมุมมองบ้าง อย่าให้เมฆหมอกของความคิดส่วนตนมาบังการตัดสินใจมากเกินไป คนมองอะไรด้านเดียวไม่เจริญนา สาวไม่ชอบด้วย" บีตอบติดตลกกลับมาพลางยิ้มให้อีกครั้ง

"นั่นสินะครับ อ๊ะ ฝนหยุดแล้ว ผมไปนะครับ สวัสดีครับพี่บี" ธีหันกลับไปพลางไหว้เพื่อนที่ตนแทบจะนับเป็นพี่สาว ก่อนจะเดินออกไปจากร้าน

เมฆดำบนฟ้าจางลงไปมากแล้ว ไอฝนผสมกับลมเื่อื่อยๆทำให้ออกมาเป็นอากาศเย็นสบายที่หาไม่ได้ง่ายๆในกรุงเทพฯ ธีเดินกลับบ้านอย่างไม่เร่งรีบ ปากฮัมเพลงโปรดไปขณะกำลังนึกสิ่งที่พี่บีกล่าว

"มองอะไรจากหลายๆมุมงั้นเหรอ...."

 

กลับมาที่ร้าน บียังคงนั่งดูทีวีต่อไปอย่างสบายอารมณ์ เธอพึมพำกับตัวเองด้วยหน้าเปื้อนยิ้ม

"เมฆจางหายไปแล้วสินะ ธี" 

หญิงสาวไม่ได้หมายถึงสภาพอากาศ....

                        ----จบ-----

 

ปล พยายามเขียนออกมาให้คนที่ไม่เล่นร.ร.ล.บ.ก็อ่านรู้เรื่องน่ะครับ เลยไม่ค่อยใส่ตัวละครอื่นลงไป

ปล 2 คอนเซปคือแสดงความเป็นไทยอ่ะนะ แต่ไม่รู้โยงเรื่องละครหลังข่าวของบ้านเรากับนิสัยมองโลกในแง่ดีมาแบบนี้นับได้รึเปล่า