Cubic-School-side-story

วันที่ 2 เดือนพฤษภาคม เวลา 18:57 น. ณ สถานีหัวลำโพง

โอ้พระเจ้าช่วยก๋วยเตี๋ยวหลอด!(ทำใจได้เลยครับไอ้หมอนี่อุทานไม่เหมือนชาวบ้านตลอดเวลาแน่นอน) เรา..เรา...เรา....เราจะมาชุนนุม มาร่วมใจรัก สมัครสมาน ร่วมคิดจิตชื่น..เฮ้ยไม่ใช่ เรามาเช้าาาาาา!!! ไม่น่าเชื่อว่าคนอย่างเราจะมาเช้ากะเขาได้!! วะฮู้ววว!! ธีเด็กหนุ่มผู้ที่แทบจะไม่เคยมาถึงที่หมายเร็วกว่าชาวบ้านเลยตลอดช่วงชีวิต16ขวบ บัดนี้ได้ลิ้มรสของความเช้าเป็นครั้งแรกของปีหน้าสถานีลำโพงนี่เอง และด้วยสาเหตุที่ว่ามันเมาโค้กหรืืออะไรมาก็ไม่ทราบ หนุ่มผิวน้ำตาลคนนี้ก็เริ่มยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ เต้นเร้งเต้นกา มูนวอล์คไปๆมาๆ แสดงความสะใจที่ในที่สุดมันก็มาเร็วกว่าคนอื่นตั้ง3นาทีได้ จนกระทั่งฟ้า,อินทรี,สาน,ระและเพื่อนๆคนอื่นๆเริ่มมากันธีเลยลดดีกรีความบ้าของตัวเองลงมาหน่อย แม้กระนั้นการออกลายเมื่อครู่ของชายคนนี้ก็เรียกร้องสายตาจากคนไกลตัวรอบๆอยู่ดี....

ฟ้า: นี่ธีทำไมคนแถวๆนี้เขามองมาที่เราแล้วซุบซิบกันใหญ่เลยอะ

ธี: ไม่รู้สิเพราะเรากลุ่มใหญ่มั้ง

ตัวการสาเหตุตอบไปอย่างทองไม่รู้ร้อน ก็เขาไม่ได้ไปค้างแรมกับเพื่อนๆนานแล้วนี่นา ใครที่ไหนมันจะไม่คึก ครั้งล่าสุดก็ค่ายลูกเสือตอนม.1มั้ง ธีคิดไปยิ้มไป

ทุกคนมากันครบตอนประมาณทุ่ม45แล้วรถไฟก็ออกเดินทางตอน2ทุ่มตรง

บั้ดดี้ของธีในทริปนี้คือสานกับภูมิ และด้วยสาเหตุบางประการที่ภูมิใส่แว่นมาด้วยในทริปนี้ คนอื่นๆเลยยินยอมพร้อมใจเรียกกลุ่มนี้ว่า"กลุ่มหนุ่มแว่น"ไปโดยปริยาย

ทริปนี้แม้จะนานแต่ก็ไม่น่าเบื่อเลยเพราะพวกอินทรีตั้งวงร้องรำทำเพลงเป็นคอนเสิร์ตLinkin Parkไปแล้ว (ถึงจะไม่ได้เล่นเพลงเฮวี่เมทัลก็เหอะ อินทรีน่าจะเล่นเพลงร็อคด้วยนะ เราอยากฟังอะ ไหนๆก็มีกีตาร์แล้ว) และด้วยพลังเสียงที่ดังขึ้นๆเรื่อยๆสุดท้ายคุณลุงคนตรวจตั๋วก็มาขอให้เราเงียบกันเพราะมันรบกวนผู้โดยสารคนอื่น

ภูมิซึ่งบัดนี้ไม่สามารถเอาน้ำมาทำให้หัวเปียกได้เรื่อยๆเหมือนเมื่อก่อนแล้ว (ถ้าราดน้ำใส่ตัวเองเดี๋ยวคนข้างๆกับเบาะเปียก) เขาเลยเอาขนหนูชุบน้ำมาโปะหัวตัวเอง ท่าทางมันเย็นดีเราเลยลองทำมั่ง ของเขาดีจริงๆ ใช้แล้วเย้นนน เย็น หลังจากเราลอกไอเดียภูมิมาได้สักพักใหญ่ๆผ้าของภูมิก็ได้แห้งลงไปแล้ว เจ้าตัวก็เลยออกไปชุบผ้าที่ห้องน้ำ โดยที่เราฝากผ้าเราไปชุบน้ำด้วย

เมื่อภูมิกลับมาเราก็บอกขอบคุณแล้วเอาผ้ามากองแหมะไว้บนหัวด้วยความสบาย แต่ทันใดนั้นเราก็รู้สึกได้ว่ามีแขกไม่ได้รับเชิญบนหัวของเรา ธีสังหรใจไม่ดีเลยลองหยิบผ้าออกมาดูแล้วมันก็จริงซะด้วยด้วย

แมลงสาบ!! เกาะมาตอนไหนวะเนี่ย!! #@$%!านนิแแิknnbccb^^*&**(+ คำสบถด่ายันต้นตระกูลและอวัยวะสารพัสชนิดพรั่งพรูออกมาเป็นภาษาจีนที่คนอื่นฟังไม่รู้เรื่อง (ลีลี่อาจจะรู้)

แม้ธีจะไม่ได้เกลียดกลัวแมลงสาบมากมายอะไรแต่ให้มันมาเกาะหัวนี่ก็อดสบถไม่ได้เหมือนกัน ยังดีที่สานที่นั่งข้างเห็นเข้าเลยมาช่วยโบกไล่มันไป (ขอบใจมากจริงๆนะ ทั้งๆที่นายกลัวแมลงแท้ๆ) แต่ด้วยเคราะห์กรรมใดไม่อาจทราบ เทพหายนะสีน้ำตาลตัวนั้นได้บินหนีตรงไปยัง....กลุ่มพวกผู้หญิงที่จับกลุ่มคุยกันอยู่ เท่านี้ก็วงแตกกันไปเลยครับ พวกผู้หญิง(และผู้ชายบางคน)กรี้ดลั่นสนั่นตู้ยังกับมีโจรใต้บุกขึ้นรถไฟมายังไงยังงั้น (แม้เราจะไปภาคเหนือไม่ใช่ภาคใต้ก็ตาม) ที่นี้คุณคนตรวจตั๋วก็เลยต้องเดินมาทีตู้พวกเราอีกรอบจนได้ แต่อาจจะเป็นเพราะวันนี้มีการแจกความซวยส่งท้ายสงกรานต์(มีด้วยเรอะ)แบบรับซักนิดแถมเยอะๆ ไอ้สาบเจ้ากรรมนั้นดันบินเข้าไปเกาะหน้าลุงตรวจตั๋วคนนั้นเข้า รอบนี้วงแตกยกกำลัง3เลยครับเพราะลุงแกสาวแตกกระทันหันกรี๊ดดังกว่าพวกผู้หญิงรวมกันอีก เพราะเสียงดังดังกล่าวรถไฟทั้งขบวนก็เลยโกลาหลกันไปทั่ว...เพราะไอ้สาบตัวเดียว

หลังจากทุกอย่างกลับสู่ความสงบ(และธีเลี่ยงคำถามจากคนอื่นที่ว่า"ไอ้ที่นายท่องมาตะกี้มันคืออะไร"สำเร็จ) ทุกคนก็แยกย้ายกันไปนอนกันในที่สุด แต่ชะรอยนายธีของเราก็ฟันเห็นแมลงสาบอีกจนได้...เอวัง

 

วันที่ 3 เดือนพฤษภาคม เวลา ? น.(ไม่ได้ดูนาฬิกาู) ณ สถานีรถไฟที่เชียงใหม่

มาถึงกันในที่สุด มื้อเช้าคือข้าวต้มขึ้นชื่อของแถวนี้ ธีนึกภาพข้าวต้มปลาหอมกรุ่นแล้วน้ำลายไหล

เวลา 8 โมงอะไรซักอย่าง (อาศัยเวลาการร้องโครกครากของท้องกะเอา) ณ ชายสามข้าวต้มเกี้ยว

โอ้พระเจ้าบอสข้าวต้มหก! ธีอุทาน ไม่ใช่เพราะข้าวต้มมันอร่อยแต่ข้าวต้มมันหกจริงๆ! ธีจึงต้องลำบากจ่ายเงินแล้วสั่งไปอีกรอบท่ามกลางเสียงหัวเราะอันอบอุ่นของเพื่อนๆ ซวยดีแท้เนอะนายธี แต่พอกินแล้วมันก็อร่อยมากจริงๆแหละ แต่ไม่กล้าสั่งอีกรอบเพราะกลัวประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

เมื่อสังเกตุดูดีๆแล้วเราเองก็พึ่งนึกได้ว่าภูมิไม่เอาน้ำราดหัวแล้ว เจ้าตัวบอกอากาศเย็นๆตามธรรมชาติสดชื่นดี

 

10 โมงมั้ง สัญชาตญาณเรามันบอกยังงั้น (ทริปนี้ท่านจะได้บอกเวลาเป็นชิ้นเป็นอันมั้ยเนี่ย -_-" อุตส่าห์ซื้อนาฬิกาเรือนนึงตั้ง5พันให้ดันไม่ใส่มาอีก) ณ ตีนเขาดอยเตะเมฆ

ทุกคนนั่งรถ2แถวขึ้นเขากัน อากาศมันเย็นสบายๆจริงให้ตายสิ ระหว่างทริปขึ้นเขานั้นเราได้ถามสานด้วยว่าทำไมยิ่งสูงยิ่งหนาวทั้งๆที่แบบนี้อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากกว่า คำตอบที่สานตอบมานั้นน่าสนใจมากๆแต่คงไม่สามารถเอามาลงบล็อกนี้ได้ ไม่ใช่เพราะคำตอบมันติดเรทแต่เพราะเราลืมคำตอบไปหมดแล้ว -_-"

เมื่อมาถึงที่พักไทยก็แนะนำให้พวกเรารู้จักพี่คนดูแลชื่อพี่ชัยให้พวกเรารู้จัก หลังจากต่างฝ่ายต่างยกมือไหว้สวัสดีกันตามวัฒนธรรมไทยกันไปแล้ว พี่เขาก็พาพวกเรามาจุดตั้งแคมป์กัน สานกับเราแถบไม่ต้องขยับเลยเพราะภูมิโชว์เสต็ปเทพคนๆเดียวตั้งเต็นท์เสร็จภายใน5นาที (บางกลุ่ม4ช่วยกัน10นาทียังไม่เสร็จเลย) หลักจากต่างคนต่างแยกกันไปช่วยคนอื่นตั้งเต็นท์ การเตรียมพื้นที่พักแรมก็เสร็จภายในครึ่งชั่วโมงเท่านั้น พอเราถามภูมิว่าทำไมตั้งเตนท์เก่งจังเจ้าตัวมีปล่อยมุขกลับมาด้วย

ภูมิ: เราเคยไปอยู่เกาะร้างมาน่ะ

เอาสิครับ พี่แกตอบมาหน้าตาเฉยไม่มีสตอร์วเบอรี่เลย แบบนี้ก็ได้ฮายกห้องอ่ะดิ มุขเจ๋งมากนายภูมิ!! (^-^)b

 

เวลา12น.มั้ง ก็ดวงอาทิตย์มันตั้งตรงเด่อยู่เหนือหัวเราเลยนิ ณ จุดพักแรม

กินข้าวเที่ยงกันครับ ข้าวกะเพราะไก่ไข่ดาวมันอร่อยบนภูเขาหนาวๆ อากาศดีๆ ท่ามกลางวิวสวยๆจริงให้ตายสิ อันนี้สานกับภูมิคิดเหมือนเราเลย แต่ความจริงแล้วกินแถวข้างถนนในวันที่อากาศร้อนตับแตก ท่ามกลางก๊าสคาร์บอนมอนน็อกไซด์จากรถติดที่ทำให้สมองพิการ นั่งดูวินมอเตอร์ไซค์ว่างงานด่ากัน กะเพราะไก่ไข่ดาวก็อร่อยเหมือนกัน(แต่บนภูเขามันเย็นกว่า) อันนี้สานกับภูมิก็เห็นด้วยอีกแล้ว

 

เวลา 13:32:58 น. (ถามสานเอา) ณ จุดพักแรมที่เดิม

กิจกรรมล่ากล่องปริศนาจะเริ่มแล้วตื่นเต้นดีแท้ และด้วยความคึก เราจึงหันไปตะโกนบอกคนอื่นๆว่า "Tonight we dine, in Hell!!!!" (จากเรื่อง300) เพื่อเป็นการปลุกใจก่อนเริ่มกิจกรรม ทุกคนก็ส่งเสียงตอบรับกลับมาด้วยการ..

....เงียบ.... ไอ้ธีเป็นอะไรของมันวะ..ซุบซิบๆ..เมากะเพราะมั้ง..ซุบซิบๆ..พามันกลับก่อนดีมั้ย...ซุบซิบๆ

โอปลื้มมากครับ หน้าแตกต่อหน้าคนครึ่งห้องครั้งแรกก็คราวนี้แหละ น้ำตาลูกผู้ชายแห่งความปลาบปลื้ม(หรือความอนาถตัวเองก็ไม่ทราบ)จึงหลั่งไหลออกมานองหน้าเจ้าธี (ใครใช้ให้นายใช้ประโยคจากหนังสงครามวะ Let's do it! ยังแป้กน้อยกว่าเลย)

 

ติดตามความแป้กของนายธีได้ต่อวันหลังนะครับ เดี๋ยวจะได้ดูกันว่าก๊วน3หนุ่มแว่นจะได้ปล่อยไก่กี่ฝูงในภารกิจสุดระทึกใจ"ตามล่ากล่องปริศนา" วันนี้ทุกโรง..เอ้ยไม่ใช่ (แป้กจนประโยคสุดท้ายเลยนะเนี่ย -*-)

ปล อ่านแล้วก็เมนท์ๆด้วยละกันครับ แป้กหรือฮาแค่ไหนบอกมาก็ดีนะ :P

edit @ 8 May 2008 23:19:24 by MD (ผู้ปกครองของธี)

edit @ 9 May 2008 10:02:19 by MD (ผู้ปกครองของธี)

edit @ 19 May 2008 11:41:09 by MD (ผู้ปกครองของธี)

entryที่แล้ว http://moonatic.exteen.com/20080508/le-t-s-goooo-o

 

เวลา 13:35น. (ถามสานเอาอีกแล้ว) ณ จุดพักแรม

กิจกรรมเริ่มแล้ว กลุ่มแว่นของธีถูุกปล่อยเป็นกลุ่มสุดท้ายจึงต้องมานั่งแว่นกลมดูกลุ่มอื่นทยอยไปกันก่อน ระหว่างนั้นพวกเราก็รับไข่มาตามเลขหลักหน่วยของวันเกิดทุกคนรวมกัน(สาน 7 ภูมิ 8 ธี 9 เฉลี่ยแล้วคนละ8ฟอง) เอามาทำไมหว่า? แล้วเรา3คนโดนมัดมือกันตั้งแต่เมื่อไหร่วะเนี่ย!? (สานกลาง ภูมิซ้าย ธีขวา) พี่ชัยอธิบายว่าพวกเราต้องใช้มันทำกิจกรรม

 

14:40-45 น. (นาฬิกาสานถ่านหมดเลยเดาเอา) ณ จุดพักแรม

หลังจากรอมานานพวกเราก็โดนปล่อยออกไปเริ่มกิจกรรมกัน เมื่อเห็นด่านแรกทุกคนก็เหงื่อตกกันแล้ว สะพานไม้สุดเก่า(ที่อาจจะเคยใหม่ตอนที่ทหารญี่ปุ่นข้ามมัน)แสนง่อนแง่นตั้งเด่อยู่ตรงหน้าพวกเรา3คน ยาวประมาณ3เมตร กว้างประมาณ50ซม. ข้างๆมีป้ายปักไว้ว่า "สะพานนี้ข้ามได้คนเดียวเท่านั้น หาทางข้ามลำธารให้ได้โดยไม่ถอดเชือก เมื่อข้ามไปแล้วถึงจะแก้เชือกได้ (ห้ามตุกติกนะครับ ผมมีวิธีตรวจ) น้ำลึกแค่เมตรเดียวและไม่เชี่ยวเพราะงั้นพวกคุณสามารถข้ามได้โดยปลอดภัยแน่นอน ขอให้สนุกนะครับ พี่ชัย"

ธี: จะข้ามยังไงดีพวกเรา หรือจะโชว์เทพแก้ผ้าลุยน้ำเลย

สาน: แก้ผ้ากลางอากาศหนาวๆลุยน้ำเดี๋ยวก็เป็นหวัดหรอก แล้วไม่รู้สึกอุบาว์ทตัวเองเหรอครับธี

ธี: เออเนอะ

ภูมิ: กัดฟันลุยกันมะ(แต่ไม่แก้ผ้า) เราว่าพวกเราคนเดียวสะพานมันอาจจะรับไม่ไหวด้วยซ้ำ ธีกับเรา70ขึ้นแหงๆ ส่วนสานอย่างน้อยๆก็60ล่ะนะ

จะว่าไปก็จริงเนอะหุ่นเฮฟวี่เวทยกแก้งยังงี้สะพานมันชะตาขาดระหว่างเราข้ามแหงๆ ธีนึกในใจพลางกวาดตามองรอบๆหาหนทางข้าม พลางเลือบไปเห็นสิ่งๆนึง

สาน: เราโอเคนะ นายว่าไงธี

ธี: เราก็โอ แต่ตอนนี้เรามีไอเดียประหลาดๆอย่างนึงปิ๊งขึ้นมาบนหัวแล้ว พวกนายจะลองมะ

สานกับภูมิตอบว่าไม่มีปัญหา ธีจึงชี้ไปยังทางรอดที่ไม่ต้องเปียก เถาวัลย์นั่นเอง!

ธี: เถาวัลย์นี้หนาประมาณต้นแขนเรา ไม่แห้ง เหนียว ยาวหลายเมตร แถมไอ้กิ่งที่มันเกาะก็ใหญ่พอเด็กโอบแล้ว รับน้ำหนักพวกเราได้ชัวร์ เราจะลองใช้มันโหนข้ามดู เคยลองสมัยอยู่ลูกเสือ หนุกใช้ได้

สาน/ภูมิ: ก็ดีนะ

นับว่าโชคดีแฮะที่คนตัวเบาที่สุดอย่างสานอยู่ตรงกลางระหว่างภูมิกับเรา ขืนข้างนึงเป็นภูมิข้างนึงเป็นสาน ตอนเกาะเถาวัลยมีหวังเอนแหงๆ์

เมื่อสรุปยุทธวิธีสำเร็จ 3หนุ่มจึงสวมวิญญาณทาร์ซานใส่แว่นในบัดดล ทั้ง3คนเกาเถาวัลย์ไว้แน่น จากนั้นก็ถีบตัวโหนข้ามแม่น้ำเอา ใครเห็นจากไกลๆคนนึงว่าหมีบนเขาเล่นพิเรนท์กันอยู่ แต่ชั่วเสี้ยววินาทีที่พวกเ้ราลอยอยู่้เหนือฝั่งตรงข้ามของแม่น้ำ ธีนึกขึ้นมาได้ว่า"ยังไม่ได้ฮั้วเวลาปล่อยกันนี่หว่า!" แต่นับว่าโชคดีจริงๆที่ภูมิตะโกนออกมาพอดี "ธี สาน ปล่อย!" ซึ่ง2แว่นที่เหลือก็ทำตามทันที

โครม! ด้วยจังหวะการปล่อยที่ไม่ได้เตรียมตัวมาเท่าไหร่ ท่าลงของทั้ง3คนจึงไม่ค่อยสวยนัก แต่ก็แห้งและปลอดภัยกันทุกคน เพราะไอเดียอันบรรเจิดของเรานะเนี่ย หึๆๆๆ ว่าแล้วก็เดินทางกันต่อ

พวกเราได้หยุดช่วยพวกยุโยและคนอื่นซ่อมสะพานด้วย แต่ไม่ขอกล่าวถึงเพราะนายธีของเราอู้ตลอดงาน เมื่อซ่อมสะพานจนสวยใหม่ใสปิ๊งเสร็จแล้ว ทุกคนจึงแยกย้ายกันไปอีกครั้ง

 

ผ่านไปพักใหญ่ๆ...

ก๊วน3หนุ่ม 3มุม 3แว่นก็ยังเดินทางกันต่อ จนกระทั้งมีสิ่งไม่คาดฝันตกแหมะลงมาตรงหน้าของธีจากต้นไม้

มันก็คือแมงมุมแม่ม่ายดำตัวเบ้อเริ่มขนาดประมาณฝ่ามือกอริลล่า!

แม้ธีจะไม่กลัวแมลงตามที่เคยกล่าวไปแล้ว แต่เพราะเหตุการณ์ สาบ หวิด สยอง บนรถไฟเมื่อคืนก่อน ยังเป็นแผลสดในความทรงจำอยู่ ธีจึงหยุดชะงักอยู่กับที่

ชั่ววินาทีที่การเคลื่อนไหวหยุดลงนั้น ภูมิกับสานที่อยู่ด้านหลังของธีจึงชนกับธีเข้าจังเบอร์ ธีที่เสียหลักจึงล้มแหมะลงไป...บนแมงมุม

เสี้ยววินาทีที่ชนธีการเสียดสีของเสื้อกันหนาวของ3แว่นบวกกับอากาศหนาวแห้งบนภูเขา ทำให้เกิดของอย่างนึงที่ภูมิไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้มาเจอบนภูเขาห่างไกลความเจริญ...ประจุไฟฟ้าสถิต

จังหวะที่ธีล้มลงนั้น แมงมุมได้วิ่งหลบสุดความสามารถแต่ก็ไม่พอ ตัวครึ่งแรกของมันโดนธีทับเละกระจุย และสานก็ได้เห็นสิ่งที่เขากลัว...แมลงตัวเบ้อเริ่ม

ประสบการณ์เสียว หวีด สยองได้เกิดขึ้นต่อหน้าทั้ง3หนุ่มสิ่งที่พวกเขาทำพร้อมกันก็คือ...ใช้แล้วครับ พวกเขา3คนสวมวิญญาณทาร์ซานใส่แว่นอีกครั้งโดยไม่เต็มใจแล้ว...ปล่อยว้าก(แต่ความจริงสานแค่เหวอ)

ธี: กรี้ดดดดดดดดดดดด(สุดเสียง)

ภูมิ: ว้ากกกกกกกกกกกกกกกกก(สุดเสียง)

สาน: เหวอ (ความดังแค่1/4ของ2คนแรก)

เสียงดังประดุจกอริล่าถูกตอนดังไปทั่วขุนเขาดอยเตะเมฆบวกกับหลักการการสะท้อนเสียงบนภูเขา เสียงของพวกเขาจึงเป็นที่ได้ยินโดยทั่วกัน แน่นอนรวมทั้งกลุ่มอื่นที่ล่วงหน้าไปด้วย...

ฟ้า: ได้ยินมั้ยอินทรี! น่ากลัวจัง เรารีบไปกันดีกว่า!

-------

ไทย: เฮ้ย กอริล่าเรอะ รึคิงคอง2!

-------

หยิน: กรี้ดดดดดดดด หมี! แกล้งตายเร็วลี่ลี่!

-------

ลัค: แต้กๆๆๆๆๆ!!! (ทำนองช่วงแรกเพลง"ยาพิษ"ของBodyslam)

 

กลับมาที่พวกธี

ภูมิ: ตะกี้นายว่าคนอื่นๆจะได้ยินมั้ย

สาน: ชัวร์ครับ

ธี: งั้นเราทำเป็นได้ยินเหมือนคนอื่นๆกันก็แล้วกัน รู้ถึงไหนอายถึงนั่น

สาน/ภูมิ: Roger that!

ภูมิ: แล้วจะเนียนยังไงดี

ธี: บอกว่าพวกเราได้ยินเสียงคล้ายๆกอริลล่าละกัน

สาน: กอริลล่าในป่าภาคเหนือเนี่ยนะ ไม่ใช่สวนสัตว์เชียงใหม่นะคร้าบ

ธี:มันก็นะ เสียงคนเหวอคงใกล้เคียงกอริล่ามั้ง

ใครกันเล่าจะไปกล้าเล่าว่ากลุ่มที่มีชายตัวยักษ์ตั้ง3คน(2ใน3คนเป็นคนสูงที่2/3ของห้องด้วย) เป็นต้นเหตุของเสียงว้ากลั่นป่าเมื่อสักครู่เพราะแมงมุม ในบัดนั้นพวกเรา3คนจึงทำสัญญาทางใจกันเลยว่า "ชาตินี้เราจะไม่พูดถึงมันอีกแน่นอน!" (แต่แล้วเหตุการณ์ดังกล่าวก็โผล่มาในบันทึกอยู่ดี หึๆ หน้าแตกยับแน่)

 

หลังจากเหตุการณ์ปล่อยไก่ยกฝูงมาได้ไม่นาน ณ น้ำพุร้อน

ป้ายประกาศข้างๆบ่อ "ให้เอาไข่ที่ผมแจกให้มาต้มกินที่นี่นะครับ ถัดไป500เมตรจะมีน้ำตกที่สวยมากด้วย กินให้อร่อย+ด้วยความหวังดี พี่ชัย"

ภูมิ: จะต้มไข่ไงดีอะ

ธี: ตัดรั้วเหล็กมาทำตะแกรงมั้ย

สาน: อันนั้นไม่ถือว่าทำลายทรัพย์สินเหรอครับ เราว่าเอาเชือกที่ใช้มัดพวกเราเมื่อกี้กับเชือกลูกเสือที่เราเอามาน่าจะพอทำถุงตาข่ายใส่ไข่นะ

ภูมิ: พอดีเลย เราเอาเชือกมาด้วย ทำกันเลยสาน

5นาทีให้หลังพวกเขาก็ทำถุงตาข่ายเสร็จ แล้วเอาไปต้มที่บ่อ

ธี: นี่ๆภูมิ สาน เราต้องต้มนานเท่าไหร่เหรอ

ภูมิ: อืมมม ก็ว่ากะเกินๆก็ได้มั้ง แช่แล้วนั่งเล่น

สาน: เรารู้นะ

นับว่าโชคดีจริงๆที่สานของกลุ่มเรารู้ พวกเราจึงน้องจ้องไข่โดนต้มรอมันสุกแล้วคุยกัน

ภูมิ:นายไม่เคยต้มไข่เหรอธี

ธี: อืม ไม่ชอบกินน่ะ พ่อแม่ปู่เราไม่ชอบกินกันสักคนด้วย เจียวอร่อยกว่า

สาน: เหรอเราชอบไข่ดาวมากกว่าอะ

ภูมิ: เราด้วย

ธี: เราจะเจียวจะดาวก็ได้ กินกับกะเพราะอร่อยหมดอยู่แล้ว

สาน: ชอบไข่ดาวดูขาดสารอาหารยังไงชอบกลนา หมายถึงพวกที่กินข้าวกับใข่ดาวอะ

ภูมิ: จริง เราก็ว่้าไข่ดาวเหมือนออพชั่นเสริมมากกว่า

ธี: อืมๆ มันจืดไป แต่กินกับของเผ็ดแล้วอร่อยสุดๆเลยนาไข่ดาวเนี่ย เคยลองกับแกงเขียวหวานมา เด็ดมาก

จากนั้น3หนุ่มก็คุยกันไปเรื่องไข่ดาวอร่อยยังไงจนลืมเวลา ผลก็คือไข่ต้มสุกจนเละเรียบร้อยแล้วเพราะต้มไป1ชม. (นี่พวกนายคุยเรื่องไร้สาระทำนองนี้ได้เป็นชั่วโมงเลยรึ)

 

?น.(ไม่มีที่ให้ดูนาฬิกา) ณ หมู่บ้านชาวเขา

หลังจากกินไข่ต้มที่และเป็นโจ้กกันหมดแล้วหน้าน้ำตกอันสวยงาม พวกธีเกิดอยากไปเข้าห้องน้ำซะงั้น ด้วยความที่ลุงชาวเขาที่เราไปถามทางฟังภาษาไทยไม่ออก ครั้นจะไปฉี่เลยก็เกินงาม ธีจึงใช้ไม้ตายสุดท้ายสำหรับชายอก3ศอกโดยเฉพาะ ใช้แล้วครับ เขาเอามือกุม...แล้วแอ่นเอวไปข้างหน้า เห็นเท่านี้ลุงแกรู้เลย(ถ้าเป็นป้าชาวเขาจะโดนตบแทนคำตอบหรือเปล่าก็ไม่ทราบ) ลุงเขาจึงชี้ไปทางพุ่มไม้ที่อยู่เยื่องไปประมาณ50เมตร พวกเราจึงไปทันที

เมื่อจัดการกับธุระส่วนตัวให้ลิงกับนกในป่ามันดูแล้วพวกเราก็เจอกับสิ่งที่ตามล่ามานาน(หลายชั่วโมง) กล่องปริศนานั่นเอง! โดยที่ข้างมีโน้ตกำกับอยู่ด้วย "ลองเอามือล้วงเข้าไปดูแล้วเดาว่ามันคืออะไรนะครับ เดี๋ยวจะเฉลยที่ค่าย พี่ชัย"

สรุปสั้นๆหลังจากพวกเราล้วงแล้ว มันเป็นของหนืดๆเป็นเส้น พวกเรา3คนจึงสรุปว่ามันคือปลาไหลนั่นเอง ว่าแล้วพวกเราก็เดินทางกันต่อ

 

ใกล้ๆดอบเตะเมฆ (ลืมเวลาไปได้เลย หาที่ให้ดูไม่ได้ซะที)

โอ้เคที่ทอดมันใส่น้ำผึ้ง!ฝนตก! กำลังจะถึงอยู่แล้วเชียว หลังจากปรึกษากันว่าจะทำยังไง ภูมิกับสานรวมทั้งเราจึงเห็นพ้องต้องกันว่า "ลุยมันทั้งยังงี้แหละ!" ไหนๆก็อุตส่าห์สวมวิญญาณทาร์ซาน กรี้ดลั่นสนั่นป่า กินไข่เละๆ จับของหนืดปริศนา และอื่นๆอีกมากมายเพื่อมาที่นี่ ใครจะยอมเสียเที่ยวเพราะฝนล่ะ! พวกเราจึงลุยฝนขึ้นไปจนถึงยอดดอยแตะเมฆ จุดหมายหลักของทริปนี้

มันสวยจริงๆ! แนวเขาเขียวชะอุ่มปนละอองฝน สายลมเย็นสบาย ภาพน้ำตกอันงดงามที่เราไปนั่งกินไข่ ท่วงทำนองไร้เสียงแห่งธรรมชาติอันบริสุทธิ์และไพเราะได้มาบรรเลงต่อหน้าพวกเราทั้ง3คน ภาพการเดินทางเกือบ1วันที่ผ่านมาไหลผ่านความทรงจำของเรา มันอดที่จะตะโกนออกมาไม่ได้ว่าิ "พวกเรามาถึงแล้ว!" ธีตะโกนออกมาสุดเสียง ใบหน้าฉีกยิ้มโชว์ฟันขาวตัดกับผิวสีน้ำตาลอ่อนของตน ต่างจากคำส่งท้ายก่อนเริ่มกิจกรรมเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่ไม่มีใครสน สานกับภูมิก็ตะโกนตามมาด้วยเช่นกัน

 

(รอภาพเหตุการณ์จากคุณโคค่อน)

"พวกเรามาถึงแล้ว...."

 

ติดตามภาคต่อไป "กิจกรรมรอบกองไฟ" ในคราวหลังนะครับ (รอบนี้ขอไม่ใส่มุขแป้กส่งท้ายแล้วกัน)

ปล อันนี้อาจจะไม่เน้นฮาเท่าไหร่ หวังว่าคงอ่านสนุกนะครับ

edit @ 19 May 2008 11:41:38 by MD (ผู้ปกครองของธี)



MD -Moonatic D.-
View full profile