[How to] ride a Merlion ริจะขี่เมอร์ไลอ้อนควรรู้อะไรก่อนไหม? 
posted on 13 Mar 2009 22:45 by moonatic in singstit-at-Singapore
อนึ่ง เรื่องราวต่อไปนี้มาจากประสบการณ์ตรงของข้าพเจ้าเท่านั้น ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ถูกต้อง100% หากเป็นเช่นนั้นทางผมก็ขอขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย
สวัสดีชาวexteen MDกลับมาแล้วครับท่านผู้ชม!!!! คิดถึงเค้ามะตัวเอง จุ้บุ จุ้บุ
/โดนกระป๋องโค้กจากผู้อ่านลึกลับกระทบหัวดังก๊อง
ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจก่อน เพราะชื่อเอนทรี่นี้มันขึ้นหัวโต้งๆว่า
ริจะขี่เมอร์ไลอ้อนควรรู้อะไรก่อนไหม?
เอาล่ะสิ คุณอาจคิด แล้วเมอร์ไลอ้อนมันตัวเห้ไรวะ
ผู้อ่านA - แล้วมันจะเหมือนขี่ม้าไม้สามเหลี่ยมไหมเนี่ย?
ผู้อ่าน ก - ตูไปขี่เมอร์ไลอ้อนแล้วมันไม่คาบตูไปแดร้กเรอะ ไลอ้อนมันแปลว่าสิงโตนะเฟ้ย!
เพราะงั้นเรามาดูก่อนว่าเมอร์ไลอ้อนมันหน้าตาเป็นไงดีกว่า เพื่อความสบายใจในการขี่
ผ่างงงง!! (CREDITภาพ คุณบองเต่า)
หน้าตาไม่้เป็นภัยเลยใช่ไหมครับ?


ผู้อ่าน ๔ - นั่นมันบองเต่าโว้ย!
MD - ก็คุณบองเต่าเขาบังเมอร์ไลอ้อนอยู่นิ
อ่ะงั้นเอาใหม่ๆ
ผ่างงงงงง(2)
ผู้อ่าน % - คุณจะให้ผมไปขี่รูปปั้นเรอะ
รู้ไหมมันจะทำลายความมั่นคงของชาติ มันส่งเสริมให้คนไปขี่รูปปั้นกัน
เดี๋ยวคนขายรูปปั้นจะขาดรายได้เพราะรูปปั้นเสียหายเวลาคนขี่
แล้วก็จะออกมาประท้วงอีก แบบนี้มันส่งผลถึงชาติคุณรู้ไหม
แบบนี้ต้องแบนบล็อกคุณ!
MD - ....
เข้าเรื่องต่อ
เมอร์ไลอ้อนไม่เกี่ยวกับเอนทรี่นี้โดยตรงครับพี่น้อง ช้าก่อนอย่างพึ่งโห่ การ'ขี่เมอร์ไลอ้อน'ที่ผมพูดถึงน่ะ มันเป็นคำเปรียบเปรยหมายถึงการมาสิงคโปร์ต่างหาก ก็สิงคโปร์มันมีสัญลักษณ์เป็นเมอร์ไลอ้อนนี่
ถ้าเทียบกับประเทศอื่นก็เช่น จะไปญี่ปุ่นก็ขี่ซามูไร จะไปไทยก็ขี่ช้าง จะไปออสเตรเลียก็ขี่จิงโจ้ ฯลฯ
เกริ่นมาได้ยาวแบบนี้ก็ขอเข้าเรื่องจริงๆซักที
จะมาเรียน(หรือเที่ยว)สิงคโปร์คุณควรรู้อะไรบ้าง?
มาเริ่มด้วยประเด็นเกี่ยวกับเรื่องเรียนในสิงคโปร์กันก่อนดีกว่า เพราะเด็กไทยจะไปสิงคโปร์ก็ด้วยเหตุผลนี้ซะส่วนมากนี่แหละ
1. ถ้าจะมาสิงคโปร์เพื่อเรียนภาษาจีน อย่าคิดว่าสภาพแวดล้อมมันจะบังคับให้เราเรียน!
อันนี้ประสบการณ์ตรงมาเลย หากคุณอยากมาสิงคโปร์เพื่อหวังเรียนภาษาจีนโดยไม่ต้องไปจีน(อย่างผม) อย่าคิดว่าเพื่อนเขาจะพูดแต่จีนจนคุณต้องหัดจีนตามจนเป็นเพื่อจะสื่อสารกับ เขาให้รู้เรื่อง
คนสิงคโปร์ส่วนมากจะพูดสิงลิช(อังกฤษแบบสิ้งสิง)กันซะมากกว่า ภาษาจีนเขาก็พูดอยู่หรอก แต่เขาจะมาเสียเวลาพูดกับคุณทำไมถ้าคุณฟังไม่รู้เรื่องจริงไหม? เพราะงั้นเขาเปลี่ยนไปพูดปะกิดกับคุณแทนไม่ง่ายกว่าเหรอ
ด้วยเหตุนี้ถ้าจะเรียนจีนที่นี่จงขวนขวายเรียนจีน ดูทีวีภาษาจีน ฟังเพลงจีน และหัดพูดจีนกับเพื่อนเข้าไว้ แต่อย่าหวังว่าตัวเองจะโดนบังคับให้เรียนโดยสภาพแวดล้อมแบบในเมืองจีนหรีือไต้หวันได้
อ่อลืมบอกไป มานี่แทนที่จะได้จีนอาจจะได้สิงลิชแทนก็ได้ โปรดทำใจหากภาษาอังกฤษคุณวิบัติโดยไม่รู้ตัว
2. ถ้ามาเรียนก็เตรียมใจโดนซ้ำชั้นซะ
มาตราฐานของที่นี่กับที่ไทยไม่เหมือนกันครับ ภาษาอังกฤษที่ไทยคุณอาจจะมีคะแนน80+ แต่มานี่คะแนนมันกลับดิ่งลงเหวมาเหลือ50กว่าคะแนนก็ได้ หากเป็นเช่นนั้นก็อย่าแปลกใจ และก็อย่าแปลกใจอีกเช่นกันหากคุณมีอายุมากกว่าเพื่อนๆในห้องเป็นปีๆ
ด้วยสาเหตุเรื่องภาษาและมาตราฐานที่ไม่เหมือนกันนี่แหละครับที่ทำให้เด็ก นอกจำนวนมากในสิงคโปร์ต้องโดนซ้ำชั้นก่อนเข้าเรียน อย่างผมก็โดนซ้ำม.1มา ทำให้แก่กว่าเพื่อนในห้องปีนึง(ยังดีเกิดตอนท้ายปี เลยไม่ต่างกันเท่าไหร่) หรือหากคุณซวยจริงๆอาจจะโดนซ้ำไป4ปีเลยก็ได้(เช่นเพื่อนผมจากจีนคนนึง) แต่ส่วนมากจะโดนกันแค่2ปี
แล้วจะทำยังไง ถ้าทั้งห้องเด็กกว่าเราหมดเลย?
ทำใจครับ อันนี้อาจจะเหมือนตอบไปส่งๆแต่มันจริงครับ เพราะคุณปฏิเสธไม่ได้ว่าระบบการศึกษาของเราและเขาไม่เหมือนกัน หากคุณตามนักเรียนที่นี่ที่อายุเท่ากันไม่ทันหรือเรียนไม่เหมือนกัน แล้วเขาจะเอาคุณไปไว้กับพวกเขาทำไมล่ะครับ? สู้ลดชั้นคุณปี2ปี แต่สร้างพื้นฐานให้คุณก่อน และลดปัญหาเรียนไม่ทันจะดีกับทั้ง2ฝ่ายมากกว่าจริงไหม? สู้คุณเอาเวลากลุ้มเรื่องอายุตัวเองไปอ่านหนังสือหนังหาให้ตามเขาทันไม่ดี กว่าเหรอ
แต่ถ้าจะมองโลกในแง่ดีคุณก็ได้จีบเด็กนะเออ
(เสียงคุกๆๆดังมาแต่ไกล...)
พูดเรื่องเรียนกันมา2ข้อแล้วก็มาเรื่องการเข้าสังคมและเรื่องปลีกย่อยอื่นๆกันบ้าง
3. คนสิงคโปร์ไม่รู้จักชาติเราเท่าเราเอง
คนสิงคโปร์ถ้าได้ยินคำว่าเมืองไทยจะนึกถึงไม่กี่อย่างครับ
ช้าง ตุ๊ด มวยไทยและต้มยำกุ้ง
และหลายๆคนเขาก็ไม่เคยมาเมืองไทยเรา อย่าแปลกใจถ้าเขาจะคิดว่าบ้านเราล้าหลังกว่าเขา ยกตัวอย่างเช่นเพื่อนผมบางคนที่มันมาถามว่าเมืองไทยมีKFCกับแมคไหม
โอฟากกิ้งดั้ก!!! แกถามแบบนี้ดูถูกแฟนพันธ์แท้จังค์ฟู้ดอย่างตูนี่หว่า!!! ![]()
![]()
ไอ้การแสดงท่าทางแบบนั้นก็ออกจะเวอร์ไปซักหน่อย แต่ประเด็นหลักคือ น่ารำคาญไหม? โกรธไหม?
คุณไม่ผิดถ้าคุณจะโกรธหรือรำคาญ แต่คุณจะผิดในสายตาเพื่อนทันทีถ้าคุณไปโมโหหัวฟัดหัวเหวี่ยวกับมันแล้วจับ หัวนมมันไถแบตตาเลี่ยนราดน้ำเกลือ (ใครจะทำบ้างวะนั่น)
ถ้าคุณมีเพื่อนมาจากกัมพูชาหรือพม่าคุณจะถามเขาอย่างนั้นไหมล่ะ?
คุณต้องคิดในมุมมองของเขาด้วย
เพราะเขาก็ไม่ได้มองว่าบ้านเราเจริญเท่าๆเขาหรอกถ้าว่ากันตามตรง
ฟังดูน่าเศร้าแต่ก็ต้องทำใจ
แต่จะปล่อยให้มันถาม(และกวนเบื้องล่างเราทางอ้อม)แบบไม่มีหัวคิดแบบนี้ต่อไปก็ใช่ที่ บอกมันไปบ้างก็ดีว่าบ้านเราก็เจริญพอๆกันนี่แหละ
(แค่นักการเมืองบ้านเราซากอ้อยตูดเป็ดตับห่านห่าเหวกว่าเท่านั้นเอง)
4. แฟชั่นที่นี่ไม่แรงเริ่ดแรดเหมือนเมืองไทย
การจะสานสัมพันธ์กับเพื่อนให้ดีและยั่งยืนก็ต้องไปเที่ยวกันจริงไหม เพราะงั้นการแต่งตัวก่อนไปเที่ยวก็สำคัญ(ยิ่งมีเพื่อนผู้หญิงสวยๆไปด้วยยิ่ง สำคัญ) ว่าแล้วก็เข้าเรื่องเรื่องแฟชั่นต่อ
เวลาอยู่เมืองไทยขาเดฟอาจจะเป็นภาพปกติชินตากันตามห้างต่างๆแต่ไม่ใช่ที่สิงคโปร์ครับ ผู้หญิงที่นี่ใส่เดฟ(หรือเลกกิ้ง)เป็นปกติ แต่ผู้ชายสิงคโปร์เขาไม่ได้นิยมเดฟเท่าเมืองไทย อันนี้ผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไม
แต่ดูเหมือนว่าที่นี่ปกติผู้ชายที่ใส่เดฟจะออกมาดเด็กเก๊เด็กเกหน่อย หรือไม่ก็ออกมาดเด็กแนว แต่คนทั่วไปไปเที่ยวปกติเขาใส่ยีนส์ธรรมดากัน คือไม่หลวมโชว์ก้นครึ่งซีกแบบยีนส์ฮิพฮอพหรือรัดขาแน่นเป็นไส้กรอกแบบเดฟ แต่มันเป็นทรง'ธรรมดา'จริงๆ หรือบางทีเขาก็ใส่ทรงslimแทน(คล้ายๆเดฟแต่ไม่รัดเท่า)
อยู่เมืองไทยใส่แล้วอาจจะรู้สึกปกติก็จริง แต่พอมาอยู่สิงคโปร์ความรู้สึกจะกลับตาลปัตรทันที
ความรู้สึกก็คงประมาณว่า คนอื่นๆที่หน้าตาธรรมดาๆคล้ายๆเรา(แต่อาจจะหน้าจืดกว่า) เขาใส่ยีนส์ธรรมดากันหมด แล้วคนที่ใส่เดฟเหมือนเราดันหน้าตาคนใส่มันเหมือนเด็กแว๊นผ่านคุกซะงั้น รู้สึกสับสนตัวเองเหมือนอยู่คั่นกลางความแตกแยกของเด็กธรรมดากับเด็กเ๊ก โอ สับสนเหลือเกินนนน
อนึ่่ง ที่นี่เขาเรียกยีนส์ขาเดฟว่าSkinny Jeans(กระหร่องกางเกง โดย กูเกิ้ลแปลภาษา) ครับ
นอกจากนั้นก็คงเป็นเรื่องการแต่งตัวปลีกย่อย
เพราะผมไม่ยักกะเห็นคนแต่งตัวแนวๆ(เช่นเชิ้ตลายจุดแดงดำ+เดฟสีขาว
ฯลฯ)เยอะเท่าเมืองไทยนะ คิดจะแต่งแนวโปรดเช็คก่อนมันแรงเกินสารบบเขาไหม
อย่างผมแค่เชิ้ตดำ ยีนส์ดำ คอนเวิร์สเหลืองเพื่อนมันยังบอกแปลกเลย (ในอนาคตคงได้ฤกษ์ตั้งเอนทรี่เรื่องแฟชั่นสิงคโปร์ด้วย)
5. ของมันแพงมากกกกกกก
สิงคโปร์ขึ้นชื่อเรื่องของแพงครับ ข้าวมันไก่จานเบิ้มๆหน่้อยในรร.ผมก็ปาเข้าไป2เหรียญแล้ว 1เหรียญสิงคโปร์ก็25บาทโดยคร่าวๆ
ข้าวมันไก่ราคาโรงเรียนจานนึงราคาตั้ง50บาท ไปกินฟู้ดคอร์ทตามห้างก็มีราคาสูงขึ้นไปอีก เช่น
-บะหมี่ชามค่อนใหญ่ ชามละ$4 (ราวๆ100บาท)
-ข้าวแกงกะหรี่ไก่ทอด อันนี้ก็4เหรียญเหมือนกัน
-ข้าวไข่เจียวไก่ย่าง อันนี้$3.8 (ราวๆ 90กว่าบาท)
-ไข่ตุ๋น $1.20 (ประมาณ30บาท)
หรือถ้าเป็นตามศูนย์อาหารริมทาง(Hawker Centre) ก็ราวๆนี้
-โค้ก/กระทิงแดง/น้ำอัดลมยี่ห้ออื่่นๆ+น้ำแข็ง ก็$1.2-1.7 (30กว่าบาทถึง40กว่าบาท)
-ข้าวมันไก่ $3 (75บาท)
-ข้าวหมกไก่ $4 (100บาท)
หรือถ้าจะไปเที่ยว
-ค่า รถไฟบัตรนักเรียน $0.4 (10บาท อันนี้ถูกกว่าบ้านเรา) แต่ในกรณีนี้หมายถึง1สถานี หาก5-6สถานีขึ้นไปราคาก็จะขึ้นมานิดหน่อย แต่ไม่มาก
-ตั๋วหนังสำหรับนร.ในวันจันทร์-ศุกร์ $6 (150กว่าบาท) แต่หากเป็นวันเสาร์อาทิตยก็จะพุ่งไป$7-8ได้
นอกจากนั้นก็
-เกมส์คอมพิวเตอร์ออกใหม่ $59.9 (ราวๆ1500บาท) ไม่แน่ใจว่าแพงกว่าไทยแค่ไหน วานช่วยเชคด้วยครับ
-หนังสือ การ์ตูน $7 (ภาษาอังกฤษ) $5 (ภาษาจีน) มานี่อย่าริคิดอ่านการ์ตูน ไปหาspoilหรืออ่านตามเว็บอ่านจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพกระเป๋าน้อยกว่า
-น้ำขวดจาก7-11 $1.2 (20เกือบ30บาท) แพงมากมาย
เพราะฉะนั้นอย่าลืมทำบันทึกรายรับรายจ่ายนะครับ ใช้เพลินอาจจะจนไม่รู้ตัวได้
6. กลับไทยก็อย่าลืมทำตัวใจกว้าง
จากข้อเมื่อกี้เราก็ได้รู้กันคร่าวๆนะครับว่าของที่สิงคโปร์แพงแค่ไหน หากกลับไทยเราก็เอาของฝากที่ราคาแสนถูกเมื่อตีเป็นเงินสิงกลับมาฝากเพื่อนบ้าง โดยเฉพาะหมากฝรั่งที่ไม่มีขายในสิงคโปร์ (ผมเคยเอากลับมาแจกเพื่อนเป็นแพคด้วย) นอกจากหมากฝรั่งก็อาจจะเป็นของคบเคี้ยวเช่นมะม่วงหิมพานต์ชุบน้ำตาลโรยงา (อันนี้เพื่อนผมชอบมาก)หรืออะไรพวกนี้ก็ได้
สานสัมพันธ์ทางปากท้องไว้ไม่เสียหาย
7. ไปฟิตร่างกายบ้างก็ดี
อันนี้อ่านแล้วอาจจะงงๆกัน สรุปตูจะไปเรียนนอกหรือไปเกณฑ์ทหารวะถึงมีบอกให้ฟิตร่างกายด้วย
เชื่อเถอะครับฟิตไว้ไม่้เสียหาย เพราะสิงคโปร์มันมีมาร2ตัวที่ชื่อว่าNAPFA testกับCross-country Dayอยู่
NAPFA testมีชื่อเต็มว่าNational Physical Fitness Award เพราะมันนี่แหละทำให้สิงคโปร์ไม่มีสอบวิชาพลศึกษา (เอ้า ดีใจไหม?) เพราะมันสอบด้วยมาตราฐานระดับชาติพร้อมรายละเอียดยิบย่อยมากมายแทน
โอจอร์จกินแพะ
หนักกว่าเดิมอีก
แล้วมีสอบอะไรบ้าง?
ก็มีกระโดดไกล นร.ชายอายุ16ต้องโดดให้ได้ไกลกว่า2.1เมตร นร.หญิงต้องไกลกว่าเมตรครึ่ง
วิ่ง2.4กม.ภายใน 14นาทีสำหรับนร.ชายอายุ16 16นาทีสำหรับนร.หญิง
โหน
บาร์(เฉพาะนร.ชายอายุ15หรือมากกว่า)
อันนี้ดึงตัวเองขึ้นให้ได้อย่างน้อย1ครั้งสำหรับเด็กอายุ16
ถ้าเป็นผู้หญิงก็เป็นโหนบาร์เตี้ยแทน
นอกนั้นก็จะมีสอบอีก3อย่าง(วิ่งระยะสั้น เอามือแตะปลายเท้า และซิทอัพ) ซึ่งก็ผ่านกันได้ง่ายๆทั้งนั้นแหละ แต่ตัวปัญหาก็จะมีไอ้3ตัวข้างบนนี่แหละ
หากคุณเป็นพวกสปอร์ตแมนก็ ยินดีด้วย แต่หากคุณเป็นบล็อกเกอร์อยู่กับเหย้าเผ้ากับเรือนแบบผมก็เตรียมใจไว้ได้ โดยเฉพาะไอ้วิ่ง2.4กม.นี่ไม่รู้จะผ่านยากอะไรนักหนา โหนบาร์กระโดดไกลผมผ่านได้หมดยกเว้นไอ้วิ่งนี่แหละที่ผ่านไม่ได้ซักที
ที่สำคัญคือไอ้นี่มันจะโดนใส่ลงไปในสมุดพกอย่างเป็นทางการของคุณด้วยนะครับ
ไปสมัครงานกับเกณฑ์ทหารเขาก็ดูไอ้ผลNAPFAนี่ด้วย(สำหรับบางสายงาน)
สอบได้Aทุกตัวแต่NAPFAตกระนาวนี่ก็หน้าแตกไม่น้อยนะเออ
ต่อมาก็Cross-country Day ยินดีด้วยครับ วันcross countryคุณจะได้ไปเรียนแค่ครึ่งวันเท่านั้น จากปกติที่รร.สิงคโปร์เลิกเร็วกันตั้งแต่บ่ายโมงอยู่แล้ว วันนี้มีโปรโมชั่นพิเศษคืนกำไรนักเรียนเลิกตั้งแต่10-11โมงเลย
เพราะคุณจะต้องใช้เวลาครึ่งวันที่ว่าวิ่งครับ
ข้อดีคือมันไม่มีจำกัดเวลาแบบไอ้วิ่ง2.4กม.ของNAPFA แต่มันวิ่งกันอย่างต่ำ3กม.ครับ บางรร.อย่างรร.ของซิกซ์ก็วิ่งกัน5กม.ไปเลย ส่วนผมโชคดีหน่อยที่รร.ให้วิ่งแค่3กม.กว่าๆ ขึ้นอยู่กับความจิต ดุลย์พิณิจของรร.ของท่าน
หวังว่าเอนทรี่นี้คงจะอ่านสนุกมีประโยชน์ถูกใจท่านผู้อ่านนะครับ
เรียนสิงคโปร์ไม่ได้มีแค่การนั่งเครื่องบิน2ชม.ไปเกาะปลายประเทศมาเลย์เซียเท่านั้น แต่มันเป็นมากกว่านั้น หุหุหุ

อันตรายต่อกระเป๋าเงินมาก
#1 By SEsai*im อิ่มๆ on 2009-03-13 23:06