ชายคนหนึ่งกำลังเดินเล่นบนถนน
เขาเห็นเด็กกำลังถ่ายรูปวิวอยู่ แล้วถามว่าถ่ายไปทำไม เด็กตอบว่าเอาไปทำโปสการ์ดส่งให้ผู้ป่วยอัมพาตในรพ. เขาถามต่อว่าทำแล้วได้เงินไหม เด็กตอบว่าไม่ ชายคนนั้นรำพึง "งั้นทำไปทำไม..."
ชายคนเดียวกันเดินผ่านนักวิ่งมาราธอนอ้วน ถามว่าวิ่งไปทำไม เหนื่อยออกอย่างนั้น นักวิ่งอ้วนตอบว่าเป็นการวิ่งการกุศลเพื่อเอาเงินไปช่วยเด็กยากไร้ ชายคนนั้นกล่าว "ไม่ได้เงินเรอะ งั้นจะเสียเวลาไปทำไม"
เขาเดินต่อไปแล้วพบกับนักศึกษาสาวที่กำลังช่วยหญิงแก่ข้ามถนนอยู่ พอเข้าไปถามว่าหญิงแก่ให้เงินเท่าไหร่ นักศึกษาสาวก็บอกว่าหญิงชราไม่ได้ให้เงิน ชายหนุ่มตอบไปว่า"งั้นช่วยไปเพื่ออะไร"
เขาพบเจ้าของร้านอาหารกำลังให้อาหารหมาแมวหลายตัวอยู่ เขาเข้าไปทักว่าทำไมคนจ้างเลี้ยงสัตว์เลี้ยงเยอะจัง เจ้าของร้านอาหารตอบว่าพวกนี้เป็นสัตว์จรจัด ไม่ได้มีใครจ้างเลี้ยง "งั้นทำไปจะได้อะไร" เขาคิดก่อนที่จะเดินจากไป
เขาเห็นสตรีอ้วนคนนึงทำกล่องตกขณะเดินผ่านเขาไป ข้างในมีสร้อยทองคำเส้นเขื่อง คาดว่าคงซื้อมาจากร้านแล้วเอาใส่ไว้ในกระเป๋าถือ สตรีอ้วนอยู่ห่างจากเขาไป10เมตรกว่าๆเท่านั้น แต่เขาไม่เรียกหล่อน"ไม่ระวังเอง ช่วยไม่ได้" เขาคิดพลางสวมสร้อยทองเส้นโต
แต่แล้วฝนก็เริ่มตก เขาจึงกางร่มที่พกไว้ จากนั้นเขาก็พบกับชายชราคนนึงกำลังหลบฝนที่ป้ายรถเมล์เปลี่ยวอยู่ ชายชราขออาศัยร่มไปซอยถัดไปด้วย ชายหนุ่มเอ่ยปากขอสินน้ำใจแต่ชายชราไม่มีเงิน เขาจึงทิ้งชายชราไว้ ในใจบ่น"ไม่ได้ค่าตอบแทนแล้วจะทำไปทำไม"
เขาเดินมาถึงซอยเปลี่ยวไร้ผู้คน ฉับพลันเขาก็ถูกฟ้าผ่าเข้าให้! เขาผิดเองที่ใส่สร้อยทองกลางสายฝน ไม่นานหลังจากนั้นก็มีชายอีกคนนึงเดินผ่านมา ชายหนุ่มร้องขอให้ช่วยโทรเรียกรถพยาบาลให้ด้วยด้วยลมหายใจรวยริน ชายหนุ่มอีกคนกล่าวออกมาอย่างไม่ใยดีว่า "ไม่เอา เปลืองค่าโทรศัพท์ จะโทรไปทำไม"
อ่านแล้วเคยคิดดูบ้างไหมว่าเราปฏิเสธคำขอร้องทั้งด้วยปากและในใจด้วยประโยคคำในตัวboldบ่อยแค่ไหน...
