เรื่องเหมือนๆแต่ก็ไม่เหมือนของเมอร์ไลอ้อน
posted on 03 Jul 2009 19:38 by moonatic in singstit-at-Singaporeสิงคโปร์นี่มันก็มีอะไรเหมือนเมืองไทยเยอะนะถ้ามองในบางมุม ไม่ว่าจะเป็นอากาศ(ร้อนวรนุชเหมือนกัน แต่เขาชื้นกว่า) ธรรมเนียม(บางอย่าง) ฯลฯ
ไม่รู้ผมคิดไปเองไหม แต่สิงคโปร์เป็นประเทศที่เหมือนเมืองไทยมากๆๆๆแล้วล่ะสำหรับผม
แต่ช้าก่อนวรนุช อย่าให้ความเหมือนนั้นหลอกตาคุณ!!!!!!
ภายใต้ความเหมือนนั้นก็ยังมีความไม่เหมือนอยู่มาก เหมือนiPhone by AppleกับjFone by China เหมือนกับตรงเปลือกแต่ก็ต่างกันแบบแปร่งๆ เรื่องไม่เหมือนพูดไปเป็นวันก็ไม่จบ
เพราะงั้นเรามาดูอะไรที่'ดูเหมือนจะเหมือนแต่ก็ไม่เหมือนแม้จะดูเหมือนมันเหมือนก็ตาม'(เอาไงกันแน่วะเอ็ง)ของประเทศสิงคโปร์กันดีกว่า
1. เรื่องการแต่งกาย
ดูเผินๆนี่คนสิงแต่งตัวเหมือนคนบ้านเรามากครับ นิยมเสื้อยืด/โปโล/เชิ้ต กางเกงยีนส์ รองเท้าก็เหมือนกัน ไนกี้ไม่ก็คอนเวิร์ส ยี่ห้อที่เป็นที่นิยมก็ออกคล้ายๆกัน Billabong, Quiksilver ฯลฯ จัดว่าโดยเบสิกแล้วเหมือนบ้านเรา
แต่ช้าก่อนวรนุช อย่าให้ความเหมือนนั้นหลอกตาคุณ!!!
เสื้อโปโลสวยๆซักตัวกับยีนส์ธรรมดาๆสีเข้มอีกตัว บวกรองเท้าคอนเวิร์สเข้าไปอีกกับเข็มขัดแนวๆเข้าไปหน่อยเพื่อเพิ่มราศี ทั้งหมดนี้จัดว่าโอเคแล้วครับสำหรับประชากรวัยรุ่นเกาะสิงทั่วๆไป
แต่พอกลับมาเมืองไทยคุณอาจจะรู้สึกแหม่งๆซักนิดเมื่อเพื่อนๆคนรู้จักรอบตัวต่างแต่งองค์ทรงเครื่องด้วยกางเกงยีนส์ขาเดฟ(ที่คุณอาจจะไม่ค่อยอยากใส่ในสิงคโปร์นัก ด้วยความที่คนใส่มักจะมีลุคจิ้กโก๋ซะส่วนใหญ่)กับเสื้อเชิ้ตสุดแนว ผมทรงนักร้องเกาหลีประดับด้วยเยลออกมาแนวเหนือเมฆ โดยคุณมีเพียงรองเท้าไปเทียบรัศมีเขาเท่านั้น คุณอาจจะอยากตะโกนแบบนี้ออกมาดังๆ
ทำไมไอ้ที่เราใส่นี่มันจืดโคตรเลยฟร้าาาาาาา
ด้วยความที่ผมไปสิงคโปร์ตั้งแต่ก่อนจะเริ่มหัดแต่งตัว(ไปตอน12-13นี่คงหวังอะไรมากไม่ได้จริงไหมครับ)
ความรู้สึกนี้จึงเป็นอะไรที่ผมเจอมากับตัวแล้วนี่เอง
และแน่นอนเมื่อคุณกลับจากไทยไปสิงคโปร์
การแต่งตัวที่ดูแนวขึ้นมากของคุณกลับทำให้คุณรู้สึกOverdressซะงั้น(ด้วยความที่ดูพิถีพิถันเกินหน้ามิตรสหายชาวสิงบางคน)
คุณจึงโทนการแต่งตัวลงจนกลับไปเกือบเหมือนแบบก่อนกลับไทยในที่สุด
(และไปปรับตัวใหม่ที่เมืองไทยตอนกลับรอบต่อไป)
และหวังว่าผมคงเป็นคนเดียวที่เจอปัญหาทำนองนี้นะครับ (เพราะเจอแล้วแอบสับสนในตัวเอง)
2. อาหารการกิน
สิงคโปร์นั่นมีอาหารที่เหมือนเมืองไทยอยู่มากครับ ทั้งซาละเปา หอยทอด
ราดหน้า ออส่วน ข้าวมันไก่ ผัดซีอิ๊ว หมี่หมูแดง หมี่ลูกชิ้นปลา ฯลฯ
ไปที่โน่นไม่น่าต้องปรับตัวมาก
แต่ช้าก่อนวรนุช อย่าให้ความเหมือนนั้นหลอกตาคุณ!!! /ประโยคคุ้นๆนะ
เพราะอะไรน่ะเหรอ?
-ผัดซีอิ๊วสิงคโปร์หาใช้ก้อนก๊วยเตี๊ยว/เส้นหมี่ผัดกับซีอิ๊ว เนื้อหมู ไข่และคะน้า2-3หอบไม่ แต่ตำหรับสิงคโปร์นั้นเป็นการผัดเส้นก๊วยเตี๋ยวสับผสมหมี่เหลืองเส้นหนา ใส่แคบหมู ถั่วงอก หอย ต้นหอม และกุนเชียง
-ข้าวมันไก่ที่นี่น้ำจิ้มไม่เหมือนเมืองไทยและข้าวจะแฉะกว่า
-หมี่ที่คุณสั่งอาจจะเป็นเส้นหมี่สีเหลืองแบนหน้าตาเหมือนลูกผสมข้ามสายพันธ์ของเส้นบะหมี่กับก๊วยเตี๋ยวเส้นเล็กแทนที่จะเป็นเส้นบะหมี่เหมือนที่ เห็นบ่อยๆในไทย
-เครื่องเคียงอาหารเส้นๆที่นี่ไม่ได้มาครบเซทเหมือนบ้านเรา! คุณจะได้เพียงพริกเขียวใส่น้ำส้มสายชูเท่านั้น แต่จะไม่มีน้ำตาล พริกป่นและน้ำปลาไว้ให้คุณเติมรสชาติให้ชีวิต
เพื่อนผมเธอเคยลองขอน้ำตาลไว้ใส่hor fun(ชื่อสิงๆของราดหน้า)กับร้านมาแล้ว ผลก็คือโดนจ้องเหมือนคนสั่งบิ้กแมคที่ร้านKFCครับ
แต่ถ้าขอพริกป่นเพิ่มในอาหารบางจานนี่ไม่แปลก แต่บอกเขาตอนสั่ง เพราะเขาจะเพิ่มให้ตอนทำเลย ไม่ใช่ให้เรามาเติมเอง
-เจ็ดหนึ่งหนึ่งที่นี่ไม่ขายขนมจีบซะลาเปา! อย่าหวังจะให้พนง.เซเว่นถามคุณว่า 'You want siew mai and bao/bun also?' (รับขนมจีบ(ที่ชาวสิงเรียกซีวหม่าย siew mai) ซาลาเปาเพิ่มไหม?)แต่จะว่าไปเดี๋ยวนี้พนง.7-11ที่ไทยเขาก็ไม่ถามแล้วนี่หว่า (มั้ง)
3. เรื่องอื่นๆ
แน่นอนว่านอกเหนือจากที่กล่าวมานี้ สิงคโปร์ยังมีอะไรอีกหลายๆอย่างคล้ายบ้านเรา เช่น โรงหนังบนชั้นบนสุดของห้าง ร้านตัดผมที่มีลุงแก่เป็นคนตัด ฯลฯ
แต่ช้าก่อนวรนุช อย่าให้ความเหมือนนั้นหลอกตาคุณ!!!
-ช่องSingaporeanและPermanent Residentของสนามบินสิงคโปร์นี่ของจริงครับ หากนักท่องเที่ยว(โดยเฉพาะชาติยุ่น)ไปมั่วเข้าเหมือนเข้าช่องThai Passportที่สนามบินสุวรรณภูมิล่ะก็ต่อแถวเก้อนะเออ อาจโดนเขาเชิญไปเข้าแถวอื่น
อนึ่ง นร.ต่างชาติของที่นี่จะได้student passกันครับ
เป็นบัตรพลาสติดสีเขียวๆเล็กๆ2ใบ
หากแนบติดกับพาสปอร์ตไว้สามารถใช้ช่องPRที่แถวสั้นกว่าได้และไม่ต้องกรอกบัตรอณุญาตเข้าเมืองสิงด้วย หุหุหุ
-ร้านตัดผมส่วนใหญ่(นอกจากร้านตัดผมสตรี)ของที่นี่มักไม่มีบริการสระผมเหมือนร้านตัดผมบ้านเรานะเออ กระผมเคยเข้าไปปล่อยไก่ขอตัดสระ(โดยไม่ดูหน้าตาร้านซะก่อน)มาแล้ว ผลก็คือโดนจ้องเหมือนเด็กนอกเข้ากรุง
นอกจากนี้ค่าตัดผมที่นี่ยังจัดว่าแพงมากพอสมควรด้วย ร้านปกติอยู่ราว8-10เหรียญสิงคโปร์(ราวๆ200-250บาท)
-โรงหนังที่นี่นิยมอยู่บนชั้นบนสุดของห้างเหมือนบ้านเราครับ แต่ที่นี่ไม่มีการเซนเซอร์หรือป้ายยาหม่องหนังเหมือนไทย เพราะเขามีage limitมาแทน ซึ่งมีPG NC16 M18 R21
หากจะไปซื้อตัวหนังโอกาสที่เขาจะขอบัตรนักเรียนเราเช็คสูงพอสมควร แน่นอนว่าเวลาซื้อ/เช่าDVD VCDก็มีโอกาสโดนด้วยเช่นกัน หลายๆครั้งจะไปดูหนังก็เลยแป๋วซะงั้นเพราะเพื่อนอายุไม่ถึง16
-คนที่นี่ก็เล่นหวยกับลอตเตอรี่เหมือนกัน แต่ทว่าที่บ้านเขาเรียกToto, 4DและLottery โดยไอ้2ตัวแรกนี่ผมยังไม่แน่ใจเลยว่าคืออะไร ที่แน่ๆคือเพราะไอ้พวกนี้เป็นของรัฐหมด รัฐก็เลยรวยจากไอ้ตรงนี้พอสมควร
เท่าที่ผมนึกออกก็มีราวๆนี้แหละครับ หากมีอะไรอีกก็คงได้มาดูต่อในเอนทรี่ต่อไป และหากผมสะสมพลังปราณได้มากพอก็คงได้ฤกษ์มาเขียนเอนทรี่แฟชั่นสิงเหมือนที่ให้สัญญาไว้เมื่อนานมาแล้วได้ซักที
สวัสดีนะครับ
ปล วันที่15ที่จะถึงนี้นี่เป็นวันเกิดบล็อกผมแฮะ จะ2ขวบแล้วสินะ


/ผิดประเด็นแล้วเอ็ง
